28 กันยายน 2561

ศาลมาเลเซีย..สั่งจำคุกชายไทยสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายอาร์รายาห์

ศาลมาเลเซียตัดสินจำคุก ชายสัญชาติไทย เป็นเวลา 1 ปี โดยเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่เรียกว่า อาร์รายาห์ (Ar Rayah) ในประเทศมาเลเซีย แต่ถูกศาลจำคุก ในข้อหาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต หลังจากที่เขารับสารภาพ
นิฮ็อก นิเฮ วัย 50 ปี อาศัยอยู่ในเขตปาเซร์ ปูเตห์ (Pasir Puteh) ทางตอนเหนือของรัฐกลันตัน ที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย ได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมปีนี้
นายนิฮ็อก ถูกตั้งข้อหาว่าอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต โดย โมห์ด ยูโซฟฟ์ ยูนัส ผู้พิพากษาของศาลในเขต ปาเซร์ มาส ภายใต้มาตรา 15 (1) (c) ของพระราชบัญญัติการเข้าเมืองแห่งถิ่นที่อยู่ 1959/63 ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด RM 10,000 ริงกิตมาเลย์ (หรือประมาณ 78,155 บาท) หรือจำคุกห้าปี หรือทั้งจำและปรับ โดยผู้พิพากษาได้สั่งจำคุก นายนิฮ็อก เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ถูกจับกุม ที่เรือนจำมาชัง ในรัฐกลันตัน และสั่งให้เนรเทศกลับประเทศตนหลังจากได้รับโทษครบกำหนด
นายนิฮ็อก มีท่าทีสงบต่อหน้าศาล โดยไม่มีทนายความช่วยเหลือในคดี และไม่มีสมาชิกครอบครัวเข้าร่วมฟังในศาล
ก่อนหน้านี้ นายนิฮ็อก เดินทางมาถึงภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและต่อต้านการก่อการร้ายประจำรัฐ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกล่าวต่อศาลว่า ภรรยาของนายนิฮ็อก ที่อยู่ในจังหวัดปัตตานี ตอนใต้ของประเทศไทยได้รับแจ้งถึงเรื่องการดำเนินคดี ในวันพฤหัสบดีนี้แล้ว
นายนิฮ็อก เป็นหนึ่งในห้าคน ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งถูกคุมขังภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายการและการรักษาความปลอดภัย (มาตรการพิเศษ 2012) พ.ศ. 2555 หรือ Sosma ในข้อหาเป็นสมาชิกขบวนการการก่อการร้ายใน WhatsApp ที่เรียกว่า “อาร์รายาห์” (Ar-Rayah)
กลุ่มดังกล่าวต้องการที่จะก่อปัญหา ในจุดศูนย์กลางที่สำคัญๆ ของรัฐเคดาห์, ปีนัง และมะละกา
โดยการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ชายไทยผู้นี้ ได้รู้จักกับ ต็อก เซอร์บัน (Tok Serban) ในเฟสบุ๊ค เมื่อสามเดือนที่แล้ว ผู้ซึ่งแสดงความประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวมุสลิมที่ถูกกดขี่ เด็กกำพร้าและมารดา หม้ายที่เลี้ยงลูกคนเดียว ในปัตตานี
นายนิฮ็อก สนใจข้อเสนอของ ต็อก เซอร์บัน และให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของเขา ซึ่งถูกแจ้งรวมอยู่ในกลุ่ม "WhatsApp" ของอาร์รายาห์ ด้วย
จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเชื่อว่า นายนิฮ็อก เป็นสมาชิกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากชายแดนใต้ของไทย โดยแหล่งข่าวระบุว่า กลุ่มดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวก

"ผู้ต้องสงสัย (นายนิฮ็อก) ยังได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม เพื่อร่วมบริจาคเงินในการซื้ออาวุธปืนและกระสุนปืน" เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกล่าวในการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 14 กันยายน "ตำรวจได้ตรวจยึดระเบิดควันห้าลูก ขณะบุกเข้าจับกุมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มอาร์รายาห์"
แหล่งข่าวที่รู้เรื่องคดีนี้ดี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาหลักฐานชี้ชัดในข้อหาก่อการร้าย ของนายนิฮ็อก จึงทำให้เขาโดนข้อหาพระราชบัญญัติการเข้าเมืองแทน โดยแหล่งข่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

รัฐบาลมาเลเซียได้แต่งตั้ง นายอับดุล ราฮิม นูร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย ให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซีย ในการพูดคุยสันติสุข เพื่อประสานยุติความขัดแย้งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,500 รายแล้ว ในจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2547

31 สิงหาคม 2561

เอาอีกแล้วทีมงูเต๊ะ ล่า อส.ชาวบ้านโดนลูกหลงเสียชีวิต



เป็นที่รู้กันดีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทีมงูเต๊ะคือชุดทำงานของโจรใต้มีหน้าที่ควบคุมมวลชนในแต่ละหมู่บ้านหรือตำบล ทีมงูเต๊ะ คอยก่อเหตุมาทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มขบวนการ เพื่อควบคุมมวลชนของแต่ละพื้นที่ไม่ให้เข้าร่วมมือกับรัฐรวมถึงรักษาผลประโยชน์ธุรกิจมืดให้กับกลุ่มขบวนการและบ่อยครั้งที่ทีมงูเต๊ะจำเป็นต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ด้วยการมอบความตายให้กับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลัวจำใจต้องให้ความร่วมมือกับกลุ่มขบวนการหรือไม่ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รู้ไม่เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่แต่ละคดีการจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต้องใช้เวลาหรือไม่ก็จับไม่ได้โดยทันทีซึ่งต่างจากคดีนอกพื้นที่ขณะที่ยังมีกลุ่มภาคประชาสังคม NGOs บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือผู้ก่อเหตุคอยหยิบยกสร้างประเด็นความสับสนให้กับคนในพื้นที่ในสังคมตลอดเวลา เพื่อสร้างความรู้สึกลดความน่าเชื่อถือด้านกระบวนการความยุติธรรมของไทย
การล่าสังหาร อส. ของทีมงูเต๊ะ ล่าสังหาร อส.อายิบ มูดอ ที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานด้วยการเฝ้าตรวจพฤติกรรมของนายอส.อายิบ มูดอ ซึ่งมันก็เหมือนกับการก่อเหตุของ RKK โดยเฉพาะคนที่รู้การเคลื่อนไหวก็คือคนในหมู่บ้านนั่นเอง ก่อนสบโอกาสสังหารนายอายิบ มูดอ ขณะที่กระสุนพลาดไปถูกผู้หญิง นางอามีเนาะ สามะ ขายของชำรวยบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นำมาสู่การสูญเสียดังกล่าว ซึ่งการกระทำของโจรใต้ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมากเพราะมีคนมากมายเดินซื้อของในตลาด ซึ่งก็คงเปรียบเสมือนการก่อเหตุตลาดพิมลชัย จ.ยะลา ที่โจรใต้ไปลอบวางระเบิดเขียงหมูทำให้ชาวบ้านเป็นผู้หญิงเสียชีวิต ชั่วทุกลมหายใจจริง ๆ 


จะสังเกตการณ์ก่อเหตุพบว่าในห้วงเดือนที่ผ่านมากลุ่มโจรใต้ได้เลือกก่อเหตุเจ้าหน้าที่ อส. เพราะถือว่าเป็นกำลังประจำถิ่นเป็นมุสลิมในพื้นที่ทำหน้าที่ให้กับรัฐ ซึ่งภายในเดือนนี้ อส.เสียชีวิตไปแล้ว 3 นาย ซึ่งก่อนหน้านี้ในสื่อออนไลน์พบว่าแนวร่วมปลุกระดมขู่ฆ่า อส. ตลอดเวลา พร้อมกับการแจ้งเตือนข่มขู่ อส. ต่าง ๆ นา ๆ จนทำให้ อส.ฮากิม ต้องออกมคลิปมาตอบโต้โจรใต้อย่างดุเดือด เมื่อ อส.หรือ กองกำลังประจำถิ่นมีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มากขึ้น เพราะ อส.ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ จึงกลายเป็นหนามยอกอกของกลุ่มขบวนการ พฤติกรรมชั่วเดิม ๆ ของกลุ่มขบวนการก็นำมาใช้กับพี่น้องมุสลิม นั้นก็คือการเลือกใช้ความรุนแรง การฆ่าคือสูตรสำเร็จของขบวนการโจรใต้นั่นเอง
วันนี้ (30 ส.ค.) พ.ต.อ.กีรติ ยูโซะ ผกก.สภ.เมือง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงพ่อค้ากลางตลาดนัดชุมชนบ้านกรือเซะ บริเวณ ม.3 ต.ตันหยงลุโล๊ะ อ.เมืองปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอายิ มูดอ อายุ 55 ปี ตำแหน่งอาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดปัตตานี ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นสุภาพสตรี 2 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกำลังยืนขายสินค้ากิปต์ชอปกลางตลาดนัดชุมชนบ้านกรือเซะ ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส บริเวณ ม.3 ต.ตันหยงลุโล๊ะ ด้านหน้ามัสยิดโบราณกรือเซะ ในระหว่างที่มีลูกค้ากำลังมุงดูชมสินค้าอยู่นั้น ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงมากับชาวบ้านที่เดินตลาด เข้ามาประชิดจ่ออาวุธยิงที่ศีรษะ จำนวน 2 นัดซ้อน จนล้มลงเสียชีวิตคาที่ และกระสุนพลาดไปถูกชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย จากนั้นคนร้ายยังได้หยิบอาวุธปืนพกสั้นประจำกายผู้ตายขนาด .357 พาหลบหนีไป

18 กรกฎาคม 2561

ธนาธร...แค่นักขายฝัน?!!

#อย่าหลง..อย่าไหล ไปตามกระแสของ“ไพร่หมื่นล้าน”นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ?


“ไพร่หมื่นล้าน” ออกมาพรรณนาโวหารถึงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”ที่ดูอย่างไร ก็ยังดูคล้ายยังสุดมือคว้า จากการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่ง เมื่อวันที่2 พ.ค.61 เวลา 20.30 น.ที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอนหนึ่งว่า พรรคอนาคตใหม่มีเป้าหมายหลักๆ คือ เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในประเทศไทย อาทิ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ การกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการได้เอง เปลี่ยนคอนเซปต์การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ซึ่งต้องเปิดข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนรับรู้ ยกเว้นในเรื่องความมั่นคง ซึ่งถ้าเราเปิดข้อมูลได้ทั้งหมด ประชาชนจะเข้ามาร่วมตรวจสอบ ภาคเอกชนก็จะร่วมพัฒนา
นายธนาธร กล่าวว่า ยิ่งมีประชาธิปไตยมากเท่าไหร่ คอรัปชันก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ในสังคมไทยการบังคับใช้กฎหมายไม่เท่ากัน คนที่อยู่ข้างบนไม่เคยโดนเล่นงาน อย่าไปเชื่อวาทะกรรมเก่าๆ ที่ทำให้คนเกลียดกลัวประชาธิปไตย ส่วนวิธีที่จะทำให้คนเลือกพรรคอนาคตใหม่มีวิธีเดียว ลงไปหาคน เคาะประตูบ้าน ทำให้เขาเห็นหน้ามากที่สุด ให้รู้ถึงความแน่วแน่ ตั้งใจที่จะเข้ามาทำงาน


นายธนาธร กล่าวว่า ทางพรรคอนาคตใหม่ ตั้งงบประมาณไว้ 350 ล้านบาท ในสู้เลือกตั้ง เราไม่ซื้อเสียง ไม่ดูด ส.ส.เชื่อว่าพรรคการเมืองที่ดีไม่ใช่มีนายทุน 2 - 3 คน เราต้องการพรรคที่เป็นของมวลชน เราจะเปิดเผยงบทั้งหมด เหมือนบริษัทมหาชน
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ทางพรรคอนาคตใหม่จะใช้กลยุทธ์ทั้งทางโลกออนไลน์ และเคาะประตูบ้าน เข้าขอคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าพลังโซเชียลสามารถทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้
เมื่อถึงกรณีที่ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา เคยทำนายว่า นายธนาธรมีแววได้นั่งแท่นนายกรัฐมนตรี นายธนาธร ตอบว่า "ต้องการเป็นสิครับ การเปลี่ยนแปลงประเทศต้องมีอำนาจทางการเมือง ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ตัดสินใจแบบนี้ จะใช้เวลากี่ปีไม่มีใครรู้ เชื่อว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องที่มีประสบการณ์มาก่อน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าประชาชนพร้อม ผมก็พร้อม"


เมื่อถามว่า นิยามความสำเร็จทางการเมืองคืออะไร นายธนาธร กล่าวว่า "ความสำเร็จของผม ผมอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจากการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้"
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ “ธนาธร” #จะออกมาวาดฝันถึงตำแหน่งนายกฯในเมื่อเป็นไปตาม”หลักการประชาธิปไตย” แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว“ธนาธร”ต้องยอมรับก่อนว่าเป็นไปได้อยาก
ดังนั้นการที่ “ธนาธร”ออกมาสร้างกระแสให้สัมภาษณ์ “..ผมอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจากการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้" เป็นเพียงวาทะกรรมทางการเมือง ไม่มีโอกาสขึ้นถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อให้ตนเปิดทางเข้าสภาเท่านั้นเอง.

22 มิถุนายน 2561

เปิดประวัติ นายซานูซี ยาแต โจรใต้ขนระเบิด เคยร่วมโจมตีฐานพระองค์ดำ และคดีอื่นๆ อีกหลายคดี



นายซานูซี ยาแต มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสำคัญ ในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง เช่น เข้าร่วมโจมตีฐาน ร้อย ร.15121 (ฐานพระองค์ดำ) 
เมื่อ 19 มกราคม 2554 เข้าร่วมทำการเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เมื่อ 13 มกราคม 2559 และอื่นๆ อีกหลายคดี อีกทั้งยังเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาครอบครองอาวุธปืน และถูกจำขังที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เป็นเวลา 4 ปี พ้นโทษออกมา เมื่อปี 2558 ...
 

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2561 เวลา 09.30 นาฬิกา พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า กรณีการตรวจยึดวัตถุระเบิดในพื้นที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้าง จำนวน 40 ลูก และอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนหนึ่ง ดังนี้

กรณีเมื่อ 21 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จำนวน 3 นาย ลาดตระเวนบนทางหลวง หมายเลข 4057 ระหว่างอำเภอสุไหงโก-ลก – อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย ยี่ฮ้อ อีซูซุ รุ่นดีแม๊ก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บท 2788 ปัตตานี มีพิรุธ เมื่อพบเจ้าหน้าที่ได้ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามจนสามารถควบคุมรถคันดังกล่าวได้พบบุคคลภายในรถ จำนวน 2 คน คบคุมตัวไว้ได้ 1 คน คือ นายซานูซี ยาแต อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21/1หมู่ 10 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่วนอีก 1 คน หลบหนีไปได้ ทราบว่าชื่อคือ นายอับดุลอาซิ สามะ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ 1 ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จากการตรวจค้นภายในรถ พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง และอุปกรณ์ประกอบระเบิด จำนวน 7 รายการ ดังนี้.-


1. ระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้าง จำนวน 40 ลูก
2. วงจรวิทยุสื่อสาร จำนวน 2 กล่อง
3. ชุดวงจรตั้งเวลา 5 นาที จำนวน 36 กล่อง
4. ชุดวงจรตั้งเวลา 10 นาที จำนวน 1 กล่อง
5. ชุดวงจรตั้งเวลา 30 นาที จำนวน 2 กล่อง
6. ระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อเหล็ก จำนวน 1 ลูก
7. ไฟฉาย จำนวน 4 กระบอก

เหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคนร้ายยังคงพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำลายเศรษฐกิจ และความสงบสุขในพื้นที่ ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยรวบรวมวัตถุพยาน สืบสวน สอบสวน เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง และจะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป พร้อมทั้ง ได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และแหล่งข่าวภาคประชาชน ที่ช่วยกันแจ้งเบาะแส จนสามารถนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดระเบิด ดังกล่าว ไว้ได้ก่อนที่จะนำไปก่อเหตุ สามารถป้องกันชีวิต และทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบพฤติกรรมคนร้ายในเบื้องต้น นายซานูซี ยาแต มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสำคัญ ในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง เช่น เข้าร่วมโจมตีฐาน ร้อย ร.15121 (ฐานพระองค์ดำ) เมื่อ 19 มกราคม 2554, การเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เมื่อ 13 มกราคม 2559 และอื่นๆ อีกหลายคดี เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาครอบครองอาวุธปืน และถูกจำขังที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เป็นเวลา 4 ปี พ้นโทษออกมา เมื่อปี 2558 สำหรับ นายอับดุลอาซิ สามะ ที่หลบหนีไปได้นั้น เจ้าหน้าที่กำลังติดตามจับกุม พร้อมกับขายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ต่อไป ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นที่บ้านพักของ นายซานูซีฯ ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยเพื่อใช้ในการประกอบระเบิด จำนวน 7 รายการ และตรวจค้นบ้านพักของ นายอับดุลอาซิฯ จากการตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย สำหรับรถยนต์คันที่ใช้ขนระเบิดเป็นรถของ นายอุษมา ยาแต น้องชายของ นายซานูซีฯ ถูกควบคุมตัวกรณีมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตี เจ้าหน้าที่ ร้อย ร.15121 เมื่อ 2554 และศาลตัดสินจำคุก ตลอดชีวิต

ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยได้เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติด้วยการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด แบบไม่ประจำที่ ไม่เป็นเวลา ให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถสกัดกั้นความพยายามในการก่อเหตุ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1 มิถุนายน 2561

บุกยึดบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่สงขลามูลค่ากว่า 9 ล้านบาท



เมื่อวันที่ 31 พ.ค.61 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต นายธรรมศักดิ์ ลอเอี่ยม ที่ปรึกษาพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีกรมสรรพสามิต นายวิวัฒน์ เขาสกุล ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามกรมสรรพสามิต, นายมาโนช พิทักษ์ ผอ.สภ.9 นำกำลังเจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาคที่9 และทหาร บก.ควบคุม ค่ายเสณาณรงค์ ปฏิบัติการแบบสายฟ้าแล๊ปเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 64 หมู่ 4 ต.คลองอู่ตะเภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งถูกใช้เป็นโกดังที่เก็บบุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่หนีภาษีที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเป็นบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่ในป่าสวนยางและมีการใช้ผ้าสแลนกั้นเป็นรั้วมิดชิด เพื่อไม่ให้เห็นความเคลื่อนไหวภายในจากการตรวจสอบพบว่าโกดังแห่งนี้มีการล็อคด้วยกุญแจหนาแน่นแต่ไม่มีใครอยู่ภายในบ้านคาดว่าจะไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ต้องงัดประตูเข้าไปและพบกับกองบุหรี่เถื่อนจำนวนมากนับได้ 51 ลัง วางอยู่ภายในบ้านโดยใส่ถุงดำไว้อีกชั้น โดยแต่ละลังจะมีบุหรี่จำนวน 25 แถว รวมทั้งหมด 15,000 ซอง มูลค่าเปรียบเทียบปรับกว่า 9 ล้านบาท

นายธรรมศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่9 ทราบว่าจะมีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนลอตใหญ่เข้ามาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและนำมาเก็บไว้ที่บ้านหลังนี้ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เพื่อรอกระจายออกสู่ตลาดทั้งใน จ.สงขลา และจังหวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนจู่โจมเข้าตรวจค้นและยึดได้ทั้งหมด และหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านและนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นบุหรี่เถื่อนล๊อตใหญ่อีกลอตหนึ่งที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดได้ในรอบปีนี้

31 พฤษภาคม 2561

ทีมงูเต๊ะ ฆ่าชาวบ้านในเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญ



เหตุร้ายรายวันในพื้นที่ จชต. ยังคงมีคนร้ายทำการก่อเหตุไม่หยุดหย่อนถึงแม้จะเป็นห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดีเป็นเดือนแห่งบุญที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเคร่งครัดในการปฏิบัติศานกิจทางศาสนา ขณะเดียวกันกลับมีผู้คิดต่างได้รับการปลูกฝังความคิดความเชื่อผิดๆ ทำการเข่นฆ่าคนในเดือนรอมฎอนจะได้บุญ ทั้งๆ ที่ทุกศาสนาต่างสอนขนศาสนิกว่าการฆ่ามนุษย์เพื่อร่วมโลกหรือแม้กระทั่งการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (30 พ.ค.) วันเดียวซัยตอนทำการฆ่าคนในเดือนแห่งบุญวันเวลาเดียวกันโจรใต้กราดยิงพี่น้องมุสลิม 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นใน 2 พื้นที่ จ.นราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืน เอ็ม.16 ยิงอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตที่สุไหงปาดี ส่วน จ.ปัตตานี คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะแอ วาเต๊ะ อายุ 57 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ขณะขับขี่รถ จยย.



มื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 30 พ.ค. 61 ร.ต.ท.ธีรพงษ์ พิมพา รองสารวัตรสอบสวน สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตบนถนนจารุเสถียร สายสุไหงปาดี-เจาะไอร้อง ช่วงบริเวณ3แยกบ้านบือราแง ม.3 ต.โต๊ะเด็ง จึงพร้อมด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผกก.สภ.สุไหงปาดี และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พบศพนายอาเซ็ง มะดียา อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 ม.3 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบือราแง มีร่องรอยถูกกระสุนปืน เอ็ม.16 ที่บริเวณลำตัวและศรีษะ รวม3 นัด นอนจมกองเลือดอยู่บนถนน ข้างรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟสีขาว ทะเบียนประเทศมาเลเซีย PGW 4403 ที่ล้มตะแคงอยู่ และที่บริเวณริมถนนห่างจากศพผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน เอ็ม.16 ตกอยู่จำนวน 7 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาติรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา
และอีกกรณีเมื่อวันที่ 30 เวลา 22.00น. พ.ค. 61 สภ.มายอ รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะแอ วาเต๊ะ อายุ 57 ปี ที่อยู่ 157/1 ม.7 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี โดนแขนได้รับบาดเจ็บขณะขับขี่รถ จยย.ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ 125 ไอ สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 2045 ยะลา เดินทางกลับบ้านพัก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เหตุเกิด หน้าโกดังข้าว บ.บูเกะกุง ม.7 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบูเกะกุง ถูกนำส่ง รพ.มายอ

สำหรับทั้งสองเหตุการณ์เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวน คาดเป็นผีมือของกลุ่มขบวนการที่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่


ความสุดโต่งหัวรุนแรงของกลุ่มโจรใต้ที่คอยจับจ้องเวลาในการสร้างความสูญเสียความเดือดร้อนในการมอบความทุกข์ทรมานให้กับพี่น้องประชาชน ฆ่าได้แม้แต่มุสลิมด้วยกัน ยิงในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการทำบุญ ละเว้นการทำบาป แต่โจรกลับมาฆ่าชาวบ้าน สร้างบาปอย่างไม่เกรงกลัวต่อพระองค์อัลลอฮ อีกกี่ชีวิตที่ต้องจบลมหายใจลงดับเพราะฝีมือการกระทำของโจรใต้ 14 ปี ที่ผ่านมามันยังไม่สาสมใจพวกท่านหรือ?
ี่

30 พฤษภาคม 2561

จับ 6 โจรใต้มือระเบิดตู้เอทีเอ็มป่วนเดือนรอมฎอน



จากกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ชายแดนใต้หลายจุดพร้อมๆกันใน จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาทำให้ทางผบ.ฉก.ปัตตานี ได้สั่งการให้ติดตามกลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าว
โดยมีการติดตามจากกล้องวงจร
ปิดจากจุดต่างๆกว่า50จุดเพื่อไล่ติดตามกล้องจุดที่คนร้ายมาและกนีในเส้นทางต่างไปรากฎพบหลายพื้นที่จนสามารถจับภาพคนร้ายได้และมีการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้าย นั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ (29 พ.ค.)พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก. ปัตตานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แล้ว 6 ราย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา 9 ราย ขณะที่ยังหลบหนีอีก 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังติดตามไล่ล่าคนร้ายที่หลบหนีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายชื่อบุคคลที่เจ้าหน้าที่ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2561 ที่ประกอบด้วย 1.นายมูฮำหมัด แวอูเซ็ง 2.นายนุรดีน เจะอูเซ็3.นายอาแว หะยีเด็ง 4. นายอับดุลรอนิง เปาะลี5.นายอิสดิน สะอิ6.นายอิสมะแอ อาแซ7.นายอิลฮัม สุหลง 8.นายอีลียัส โต๊ะอีเล และ 9. นายซูไฮมี มะแซ

ซึ่งจากผลการปฏิบัติเชิงรุกต่อ เป้าหมายผู้ต้องสงสัยระเบิดตู้เอทีเอ็มที่ออกหมาย ป.วิอาญารวม 9 คน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ 6 คนตามหมายจับของเจ้าหน้าที่คือ 1.นายอับดุลรอนิง2.นายอาแว 3.นายอิสมาแอ 4.นายอิสดิน5.นายนุรดีน และ 6.นายมูฮำหมัดขณะนี้เจ้าหน้าที่นำตัวทั้ง6 คน เข้าสู่ศูนย์ซักถามเพื่อขยายผลต่อไป