31 พฤษภาคม 2561

ทีมงูเต๊ะ ฆ่าชาวบ้านในเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญ



เหตุร้ายรายวันในพื้นที่ จชต. ยังคงมีคนร้ายทำการก่อเหตุไม่หยุดหย่อนถึงแม้จะเป็นห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดีเป็นเดือนแห่งบุญที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเคร่งครัดในการปฏิบัติศานกิจทางศาสนา ขณะเดียวกันกลับมีผู้คิดต่างได้รับการปลูกฝังความคิดความเชื่อผิดๆ ทำการเข่นฆ่าคนในเดือนรอมฎอนจะได้บุญ ทั้งๆ ที่ทุกศาสนาต่างสอนขนศาสนิกว่าการฆ่ามนุษย์เพื่อร่วมโลกหรือแม้กระทั่งการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (30 พ.ค.) วันเดียวซัยตอนทำการฆ่าคนในเดือนแห่งบุญวันเวลาเดียวกันโจรใต้กราดยิงพี่น้องมุสลิม 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นใน 2 พื้นที่ จ.นราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืน เอ็ม.16 ยิงอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตที่สุไหงปาดี ส่วน จ.ปัตตานี คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะแอ วาเต๊ะ อายุ 57 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ขณะขับขี่รถ จยย.



มื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 30 พ.ค. 61 ร.ต.ท.ธีรพงษ์ พิมพา รองสารวัตรสอบสวน สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตบนถนนจารุเสถียร สายสุไหงปาดี-เจาะไอร้อง ช่วงบริเวณ3แยกบ้านบือราแง ม.3 ต.โต๊ะเด็ง จึงพร้อมด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผกก.สภ.สุไหงปาดี และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
พบศพนายอาเซ็ง มะดียา อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 ม.3 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบือราแง มีร่องรอยถูกกระสุนปืน เอ็ม.16 ที่บริเวณลำตัวและศรีษะ รวม3 นัด นอนจมกองเลือดอยู่บนถนน ข้างรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟสีขาว ทะเบียนประเทศมาเลเซีย PGW 4403 ที่ล้มตะแคงอยู่ และที่บริเวณริมถนนห่างจากศพผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน เอ็ม.16 ตกอยู่จำนวน 7 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาติรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา
และอีกกรณีเมื่อวันที่ 30 เวลา 22.00น. พ.ค. 61 สภ.มายอ รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายมะแอ วาเต๊ะ อายุ 57 ปี ที่อยู่ 157/1 ม.7 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี โดนแขนได้รับบาดเจ็บขณะขับขี่รถ จยย.ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ 125 ไอ สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 2045 ยะลา เดินทางกลับบ้านพัก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เหตุเกิด หน้าโกดังข้าว บ.บูเกะกุง ม.7 ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบูเกะกุง ถูกนำส่ง รพ.มายอ

สำหรับทั้งสองเหตุการณ์เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวน คาดเป็นผีมือของกลุ่มขบวนการที่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่


ความสุดโต่งหัวรุนแรงของกลุ่มโจรใต้ที่คอยจับจ้องเวลาในการสร้างความสูญเสียความเดือดร้อนในการมอบความทุกข์ทรมานให้กับพี่น้องประชาชน ฆ่าได้แม้แต่มุสลิมด้วยกัน ยิงในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการทำบุญ ละเว้นการทำบาป แต่โจรกลับมาฆ่าชาวบ้าน สร้างบาปอย่างไม่เกรงกลัวต่อพระองค์อัลลอฮ อีกกี่ชีวิตที่ต้องจบลมหายใจลงดับเพราะฝีมือการกระทำของโจรใต้ 14 ปี ที่ผ่านมามันยังไม่สาสมใจพวกท่านหรือ?
ี่

30 พฤษภาคม 2561

จับ 6 โจรใต้มือระเบิดตู้เอทีเอ็มป่วนเดือนรอมฎอน



จากกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ชายแดนใต้หลายจุดพร้อมๆกันใน จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาทำให้ทางผบ.ฉก.ปัตตานี ได้สั่งการให้ติดตามกลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าว
โดยมีการติดตามจากกล้องวงจร
ปิดจากจุดต่างๆกว่า50จุดเพื่อไล่ติดตามกล้องจุดที่คนร้ายมาและกนีในเส้นทางต่างไปรากฎพบหลายพื้นที่จนสามารถจับภาพคนร้ายได้และมีการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้าย นั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ (29 พ.ค.)พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก. ปัตตานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แล้ว 6 ราย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา 9 ราย ขณะที่ยังหลบหนีอีก 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังติดตามไล่ล่าคนร้ายที่หลบหนีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรายชื่อบุคคลที่เจ้าหน้าที่ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2561 ที่ประกอบด้วย 1.นายมูฮำหมัด แวอูเซ็ง 2.นายนุรดีน เจะอูเซ็3.นายอาแว หะยีเด็ง 4. นายอับดุลรอนิง เปาะลี5.นายอิสดิน สะอิ6.นายอิสมะแอ อาแซ7.นายอิลฮัม สุหลง 8.นายอีลียัส โต๊ะอีเล และ 9. นายซูไฮมี มะแซ

ซึ่งจากผลการปฏิบัติเชิงรุกต่อ เป้าหมายผู้ต้องสงสัยระเบิดตู้เอทีเอ็มที่ออกหมาย ป.วิอาญารวม 9 คน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ 6 คนตามหมายจับของเจ้าหน้าที่คือ 1.นายอับดุลรอนิง2.นายอาแว 3.นายอิสมาแอ 4.นายอิสดิน5.นายนุรดีน และ 6.นายมูฮำหมัดขณะนี้เจ้าหน้าที่นำตัวทั้ง6 คน เข้าสู่ศูนย์ซักถามเพื่อขยายผลต่อไป

เตือนรถ จยย.18 คันประกอบระเบิดจ้องป่วนใต้



หน่วยข่าวความด้านมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยในพื้้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด เนื่องจากหน่วยข่าวในพื้นที่ได้รับรายงานว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้นำรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ 125 จำนวน 18 คัน มาประกอบระเบิด เพื่อเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจ แหล่งชุมชน และตลาดนัด ในจังหวัดปัตตานี

โดยให้ทุกจุดตรวจ จุดสกัดจะต้องตรวจตราอุปกรณ์เครื่องมือในการใช้ให้มีความพร้อม อีกทั้งให้ประสานการปฏิบัติร่วมของจุดตรวจทั้ง 3 ฝ่าย ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ชั้นนอกถึงชั้นในเขตเมือง หากมีการแจ้งรถหาย หรือบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่ใด ให้ประสานการทำงานในการติดตามจับกุมทันที นอกจากนี้ยังให้จัดกำลังตั้งจุดตรวจลอยตามเส้นทางในย่านชุมชนเมือง และย่านเศรษฐกิจ รวมไปถึงให้มีการกวดขันชุดดูแลความปลอดภัยประจำสถานที่ราชการให้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นด้วย

ส่วนที่จุดตรวจบริเวณทางเข้าออกที่ว่าการอำเภอมืองปัตตานี และศาลากลางจังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่ได้นำอุปกรณ์เครื่องตรวจโลหะขนาดใหญ่มาติดตั้ง เพื่อตรวจวัตถุต้องสงสัยกับประชาชนที่มาติดต่อราชการ และเดินทางผ่านเข้าออก โดยไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการที่จะเข้าไปทำงาน นอกจากนี้ยังต้องให้นำบัตรประชาชนมาสะแกนตรวจสอบใบหน้า หากเป็นบุคคลต้องสงสัยตามที่มีการขึ้นบัญชีเอาไว้ หรือเข้าไปสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายก็จะสามารถระบุตัวบุคลได้ในทันที

2 พฤษภาคม 2561

#จริงหรือมั่ว!! ก่อเหตุเดือนรอมฏอนได้บุญหรือได้บาป??



ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุข และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานความรัก ความเอื้ออาทร ความถูกต้อง และความเป็นธรรม แต่มีคำถามอยู่ตลอดว่า การก่อเหตุช่วงเดือนรอมฏอน ได้บุญหรือบาป? เป็นคำถามที่ไม่น่ามีขึ้นในหมู่พี่น้องมุสลิมในบ้านเรา แต่ก็ได้ยินทุกปี โดยเฉพาะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งรอมฎอนปีนี้ก็ยังได้ยินได้อ่านพบ แท้จริงแล้วเดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งการถือศีล ศึกษาพระคัมภีร์สำหรับชาวมุสลิม และวิงวอนขออภัยโทษถึงความ
ผิดที่ผ่านมาจากพระผู้เป็นเจ้า ขอให้ได้รับการนำทางที่ถูกต้องและให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย 

แต่...สมุนกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์บนหน้าแผ่นดิน บนคราบน้ำตาของประชาชน ผู้บริสุทธิ์ อย่าง กลุ่มขบวนการเปรียบเสมือนซาตานในคราบมนุษย์ มุสลิมสุดโต่ง ได้ใช้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการระดมพล ก่อเหตุร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ และได้บิดเบือนว่าจะได้รับบุญเพิ่มเป็นหลายเท่า ซึ่งชาวมุสลิมทั่วไปไม่ได้เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ แต่กลุ่มหัวสุดโต่งอย่าง กลุ่มขบวนการ กลับใช้การตีความประวัติศาสตร์ศาสนา สร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่ม โดยไม่ยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า หลอกลวงมุสลิมด้วยกัน แต่คิดๆ แล้ว ก็เหมือนหลอกใช้ หรือหลอกมุสลิมเราให้ไปตายแทน เพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเพียงอย่างเดียว ไม่มีการยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้จะอยู่ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม

ยืนยันได้ว่าคำหลอกลวงบิดเบือนของกลุ่มขบวนการ ผู้นำพาความชั่วร้าย และเป็นผู้ชักจูงมวลมนุษย์

ไปในทางที่ผิด เนื่องจากความคิดจุดมุ่งหมายของกลุ่มนี้ คือการสร้างความหวาดกลัว การก่อเหตุนองเลือดในช่วงเวลาของการถือศีลเช่นนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมได้รุนแรงมากกว่าในช่วงเวลาปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแลกมาด้วยความชอบธรรมของกลุ่มที่จะถูกตั้งคำถามจากชาวมุสลิมด้วยกันมากขึ้น ว่าเหตุใดผู้ที่เรียกตนเองว่ามุสลิม จึงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผู้ส่งเสริม สนับสนุน ให้เราได้ปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงพี่น้องมุสลิมด้วยกันในเดือนแห่งการแสวงบุญ

ในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเรื่องการฆ่าผู้บริสุทธิ์ไว้ว่า “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิได้เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดิน ก็เหมือนกับเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด และผู้ใดไว้ชีวิต ก็เหมือนว่าได้ไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล” (อัล-มาอิดะฮ์ 32)

และในคัมภีร์อัลกรุอานยังได้กล่าวเรื่องบาปและความผิดที่ยิ่งใหญ่ และถือเป็นความชั่วร้ายที่สุดทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ รองลงมาจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ คือการฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นจะได้พบกับความผิดอันมหันต์ การลงโทษในวันกิยามะฮฺจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ” (อัลฟุรกอน: 68-69)

อิสลามเรียกร้องให้อยู่ในหนทางแห่งสันติเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ เพศ สีผิว หรือแม้แต่ศาสนา ดังในคัมภีร์อัลกุรอานที่กล่าวว่า “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย (อัลอันบียาอ์ : 2:107)

“รอมฎอน” เดือนแห่งความบริสุทธิ์ เดือนแห่งความดีงาม มุสลิมเราทุกคนปฏิบัติศาสนกิจในเดือน “รอมฎอน” นี้อย่างเคร่งครัด ตามบทบัญญัติของศาสดา ดังนั้นในเดือนรอมฎอนจึงไม่ควรที่จะมีการทำลายล้าง และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้น เพื่อความสงบสุขและสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้บ้านเรา เพราะอิสลามไขว่คว้าสันติภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความยุติธรรม อินชาอัลลอฮฺ....

#การก่อเหตุช่วงรอมฏอน ได้บุญหรือบาป? ? ?

27 เมษายน 2561

10 ผู้เห็นต่างวัยโจ๋...เข้าร่วมโคงการพาคนกลับบ้าน


พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 รับมอบตัวผู้เห็นต่างจากรัฐที่เข้ารายงานตัวขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 10 คน ที่หน่วยเฉพาะกิจสงขลา ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
ภายหลังจากรับรายงานตัวแล้ว แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ส่งต่อให้กับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกให้ในทุกเรื่อง เช่น การฝึกเรื่องพันธะทางกฎหมาย การสร้างอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และกลับเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป
พลโท ปิยวัฒน์ กล่าวว่า ก็ดีใจที่น้องๆเข้ามาร่วมในโครงการรับคนกลับบ้าน ซึ่งกลุ่มนี้ที่มาเป็นกลุ่มในอนาคต คือเขาอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงมาก จากการสอบถามทุกคนได้ถูกชักชวนมาเข้าร่วมขบวนการโดยไม่รู้ว่าขบวนการอะไร
หากไม่เข้าโครงการพาคนกลับบ้านหลังจากนี้ เขาอาจจะต้องไปรับจ้างดูต้นทาง ขี่มอเตอร์ไซค์ พามือปืนไป หรือวางระเบิด ซึ่งเป็นขั้นตอน. โดยที่เขาทำไว้ไม่ต้องสั่งไม่ต้องสอน มันเป็นกฎบังคับไว้อยู่แล้ว
ทำไมถึงบอกว่ากลุ่มนี้ที่เข้ามาที่เป็นรุ่นอนาคต เพราะต่อไปเขาต้องเจอในระบบนี้แน่ แต่เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในโครงการของเราก่อน ระบบนี้ก็ต้องถูกละลายไป

นอกจากนี้ น้องๆ กลุ่มนี้ยังบอกอีกว่าเขารู้แล้วว่าเขาถูกหลอก เขาเข้าไปในขบวนการไม่เคยได้รับการดูแล พ่อแม่พี่น้องก็อยู่ลำบาก เขาเองก็ต้องหลบๆซ่อนๆ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจรวมกลุ่มกันมาเข้าร่วมในโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อที่จะเข้ามาร่วมพัฒนา
แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนรุ่นเก่าๆที่หนีไป ปัจจุบันนี้ไปก็เริ่มทยอยเข้ามา ซึ่งเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้วก็ได้รับมา 2 คน ส่วนเรื่องในอดีต ทั้งในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง 188 คน เข้ามารายงานตัวหมดแล้ว ดังนั้นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้เข้ามาร่วมโครงการหมดแล้ว เหตุการณ์ต่อจากนี้ไปตนเองคิดว่าจะสงบและดีขึ้นเกือบ 100% เพราะส่วนหนึ่งอยู่ที่ใจกับใจ ตนเองคิดว่าในเรื่องขบวนการตอนนี้ไม่มีแล้ว มันจบสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นขอให้ทุกคนช่วยกัน

หลังจากนี้ช่วงสิ้นเดือนเมย.นี้รุ่นเก่าจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะทยอยเข้ามารายงานตัวอีก คนที่ยังหลบๆซ่อนๆอยู่ ทางผู้การกรมทหารพราน ผู้พันหน่วยหลักต่างๆ ก็ได้รับการติดต่อจากญาติพี่น้องมาแล้วว่าจะขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งกลุ่มนี้ที่เข้ามาก็ได้บอกว่าเดี๋ยวจะเข้าไปชวนเพื่อนๆให้เข้ามาอีก เขาบอกว่าไม่ได้หนีไปไหน คนที่หนีคือคนที่ตายแล้ว

17 เมษายน 2561

จริงหรือ!! “แผ่นดินนี้เป็น ดารุลฮัรบี”



ความผิดพลาดของกลุ่มขบวนการกับการปลุกระดม บิดเบือนหลักศาสนา ประวัติศาสตร์ นำไปสู่การเสียมวลชน เนื่องจากสมาชิกกลุ่มขบวนกา
รเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านและบางรายถูกจับ ทำให้ข้อมูลถูกเปิดเผยกระบวนการก่อเหตุของหัวหน้ากลุ่มและหนึ่งในนั้นคือ มะแอ (นามสมมุติ)...

มะแอ (นามสมมุติ) เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ยะลาซึ่งมีนักเรียนหลายพันคน ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีอุสตาซบางรายมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้ฟังหลายครั้งว่าดินแดนในพื้นที่เดิมเป็นของคนมลายูมุสลิม แต่ว่าถูกรัฐสยามเข้ามายึดครอง??ซึ่งเป็นคำบอกเล่าที่ขัดต่อความเป็นจริงมาก.... 

โดย “อุสตาซสอนว่าเป็น วาญิบ [wayib – ข้อบังคับ] ที่เราจะต้องต่อสู้ เพราะแผ่นดินนี้เป็น ดารุลฮัรบี ” มะแอกล่าว
ตามหลักการของศาสนาอิสลาม คำว่า ดารุลฮัรบี (Dar-ul-Harb) หมายถึง “ดินแดนแห่งสงคราม” (Abode of War) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ปกครองโดยคนมุสลิมและไม่ได้ใช้ชารีอะห์เป็นกฎหมายหลักในการปกครอง คำถามที่ว่าดินแดนปาตานีนี้เป็น ดารุลฮัรบี หรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่ผู้รู้ทางศาสนาในพื้นที่เองมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน เพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช้เป็นการสู้รบในลักษณะดังกล่าว

สิ่งที่มะแอได้รับการบอกเล่าคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของอีกหลายๆ คนที่เข้าไปสู่ขบวนการ มีการปลุกระดมจากหัวหน้ากลุ่มขบวนการพยายามเรื่องเล่าเรื่องที่มีการบิดเบือนหลักประวัติศาสตร์ หลักศาสนา โดยทางกลุ่มได้เล่าว่าแผ่นดินปาตานีนี้เคยเป็นอาณาจักรอิสลาม?? หรือเป็นดารุลอิสลาม (Dar-ul-Islam) ต่อมาถูกสยามยึดครองจึงได้กลายเป็น ดารุลฮัรบี ฉะนั้น การญิฮาดเพื่อกอบกู้เอกราชจึงเป็นฟัรดูอีน(ทุกคนจำเป็นต้องทำ) สำหรับคนมุสลิมทุกคน ว่ากันว่าอูลามา (ผู้รู้ทางศาสนา) ของกลุ่มขบวนการได้ประกาศฟัตวา (fatwa - คำตัดสินในทางหลักการศาสนาอิสลาม) ให้มีการญิฮาดเพื่อเอกราชของปาตานี แต่ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าใครมีบทบาทในการออกฟัตวานี้ คนที่อยู่ในระดับปฏิบัติการรู้แต่เพียงว่าเป็น ออแฆตูวอ (หรือเขียนแบบมาเลย์กลางว่า orang tua) ซึ่งหมายถึงผู้อาวุโสของขบวนการ

มะแอเล่าว่าในตอนแรกๆ ก็ยังไม่ทราบว่าขบวนการที่ตนเองตัดสินใจเข้าไปร่วมนี้ชื่ออะไร... เขารู้แต่ว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขาคือ “นักรบฟาตอนี” เมื่อเขาจบการฝึกเปอมูดอแล้วก็ได้รับการบอกว่าขบวนการที่เขาเข้าร่วมนี้คือ BRN – Coordinate เขาเริ่มฝึกความกล้าในการปฏิบัติการด้วยการโปรยตะปูเรือใบ ป้ายสีบนป้ายถนน ก่อนเข้าฝึกเพื่อเป็น RKK และมีการพัฒนาไปเป็นการลอบวางระเบิด ยิงประชาชน ฆ่าเด็ก ฯลฯ

ทำให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามบางแห่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นที่่บ่มเพาะเยาวชน เช่น โรงเรียนอิสลามบูรพา โรงเรียนญิฮาดวิทยา ล่าสุดโรงเรียนบากงวิทยาก็เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าข่ายฝึกอาวุธให้กับเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบหลักฐาน อาวุธที่ซุกซ่อนไว้เพื่อทำการก่อเหตุ ทำให้เยาวชนกลายเป็น "ผู้ก่อเหตุรุนแรง" และบางโรงเรียนถูกปิดในที่สุด.


*********************

16 เมษายน 2561

Malaysia police hunt for four ISIS militants still on the run

Malaysia police hunt for four ISIS militants still on the run

 

Clockwise from top left: The suspects listed were named as Muhamad Faizal Muhamad Hanafi, Muhamad Hanafi Yah, both of whom are from Kelantan state, Awae Wae-Eya, a Thai national living in southern Thailand and Nor Farkhan Mohd Isa, whose address was
KUALA LUMPUR - Malaysian police are hunting for four militants suspected of planning attacks on non-Muslim places of worship, as well as to kidnap and murder police officers.
Malaysia's police chief Mohamad Fuzi Harun said in a statement on Monday (April 16) that six members of the Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) cell were arrested between Feb 27 and March 1.

But four others were still on the run. Police said the men were "dangerous" and "capable of launching attacks that could pose a threat to national security".
Two of the suspects listed were named as Muhamad Faizal Muhamad Hanafi and Muhamad Hanafi Yah, both from Kelantan state.

A third suspect is Nor Farkhan Mohd Isa, whose address was given as being in Taman Ungku Tun Aminah in Skudai, southern Johor.

The fourth suspect is Awae Wae-Eya, a Thai national living in Narathiwat province in southern Thailand.

"We have been monitoring the cells for the last few months. We are asking the public to share with us if they have any information on the whereabouts of these four suspects. They should approach the police if they know anything," Bukit Aman Special Branch's Counter Terrorism chief Ayob Khan Mydin Pitchay told The Straits Times.

Intelligence sources say they believe Awae is the group's mastermind, based on interrogation of the six men arrested, and that he is trying to establish an ISIS cell in southern Thailand.

The arrests of the other members of the terror cell, which included two men working as janitors in Singapore, were previously announced on March 24.

The plot was uncovered after Malaysian counter-terrorism police, aided by their Singaporean counterparts, detained the terrorists in a series of swoops.
The order to kidnap and kill policemen was the first of its kind, according to an intelligence source.

The six men who were nabbed earlier included a 37-year-old technician who was initially thought to have masterminded the plans to attack places of worship in Johor Baru.
The second suspect, a 49-year-old security guard, was the cell's adviser and responsible for keeping the cell and its plans secret.

Also picked up during the raids was a 30-year-old security guard, who was tasked with acquiring firearms from a neighbouring country and scouting for non-Muslim houses of worship to target.

Another suspect, a 25-year-old waiter, had been ordered to kidnap and kill policemen.
Two others, aged 23 and 22, were arrested on March 1 and worked as janitors in Singapore. One of them acted as the intermediary in the purchase of firearms for the cell, while the other was picked up to facilitate police investigations.

A member of the Abu Sayyaf group in the Philippines was also arrested during the police crackdown, in Sabah, on March 15.

The 31-year-old man is said to be a trusted lieutenant to Furuji Indama, the group's leader based in Basilan. Believed to have connections to Malaysian militant Mahmud Ahmad, he is also wanted by Philippines authorities for involvement in a kidnap-for-ransom syndicate. He is an expert in making improvised explosive devices and had planned to attack several locations in Sabah.

Malaysia has arrested nearly 400 people since 2013 for suspected links to terrorism.
The Muslim-majority nation faces threats from self-radicalised ISIS sympathisers at home, and regional militant groups which seek funding and refuge in South-east Asia.
Malaysia's only terrorist attack took place in June 2016, when two men on a motorcycle lobbed a grenade into a nightclub in Selangor, injuring eight people. The men were sentenced to 25 years' jail each.

*****************