22 มีนาคม 2561

ประเด็นร้อน!! โกงเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาชายแดนใต้



กลายเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงนี้ หลังจากฝ่ายความมั่นคงออกมาแถลงข่าวกล่าวหาผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม "บางแห่ง" มีพฤติการณ์ทุจริตงบอุดหนุนของรัฐ แล้วผันเงินไปหล่อเลี้ยงขบวนการก่อความไม่สงบ ทั้งยังส่งฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย

ข้อมูลปี 2556-58 ระบุไว้เกี่ยวกับปัญหาเด็กนักเรียนจำนวนเงิน14,000 บาท/คน ซ้ำซ้อนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

- ปีงบประมาณ 2556 มีโรงเรียนเอกชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องคืนเงินอุดหนุนฯจำนวน 256 โรง จำนวนเงินทั้งสิ้น 43,300,000 บาท

- ปีงบประมาณ 2557 มีโรงเรียนฯที่ต้องคืนเงินอุดหนุน 227 โรง จำนวนเงินที่ต้องส่งคืน 82,300,000 บาท

- ปีงบประมาณ 2558 มีโรงเรียนฯต้องส่งคืนจำนวนเงินอุดหนุน 8,800,000 บาท

สำหรับโรงเรียนที่ต้องส่งคืนเงินอุดหนุน แยกรายจังหวัด พบว่า ปีงบประมาณ 2556 จ.นราธิวาส มี 58 โรง จ.ปัตตานี 92 โรง จ.ยะลา 57 โรง จ.สงขลา 32 โรง และ จ.สตูล 17 โรง และปีงบประมาณ 2557 จ.นราธิวาส 43 โรง จ.ปัตตานี 81 โรง จ.ยะลา 54 โรง จ.สงขลา 33 โรง และ จ.สตูล 16 โรง

สาเหตุหลักของปัญหานี้คือโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไม่ได้ติดตามว่านักเรียนที่ขาดเรียนหายไปไหน ไม่ได้ทำตามระเบียบที่มีอยู่ว่าหากนักเรียนขาดเรียนเกิน 15 วันจะต้องตัดชื่อออก แต่จะโดยตั้งใจหรือเกิดจากความไม่ใส่ใจก็ตาม แต่ไม่มีการตัดชื่อนักเรียนส่วนนี้ออก ทั้งที่ร็ทั้งรู้ว่าจะทำให้รัฐเสียหาย

การแก้ไขเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้เริ่มตรวจสอบเมื่อปี 2556 ด้วยการเอาข้อมูลนักเรียนสังกัด สช.ของโรงเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปตรวจสอบกับนักเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วยการเทียบเลขบัตร ปชช 13 หลัก พบนักเรียนซ้ำซ้อนเรียนอยู่สองที่พร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ได้รับเงินอุดหนุนเกินจริง ประเมินเป็นความเสียหายที่โรงเรียนเอกชนต้องคืน 43.3 ล้าน ทั้งนี้ยังไม่รวมรร.ที่สังกัด กศน. และอาชีวศึกษา ต่อมาในปี 2557 จึงเอาข้อมูลไปตรวจสอบทั้งกับ สพฐ. กศน. และอาชีวศึกษา ตัวเลขที่โรงเรียนเอกชนต้องคืนอยู่ที่ 82.3 ล้าน จึงมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในปีต่อมา ปัญหาจึงได้รับการแก้ไข ซึ่งในปี 2558 ความเสียหายอยู่ที่ 8.8 ล้าน ลดลงถึง 89%

เป็นที่น่าสนใจคือเงินจำนวนนี้ไปไหน ถูกใช้ในการสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงต่างๆในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ถ้าใช่ก็คงจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และควรมีมาตรการบทลงโทษโรงเรียนเหล่านี้ให้ถึงที่สุด รวมทั้งบังคับให้โรงเรียนเหล่านี้คืนเงินที่โกงรัฐไปให้หมดซึ่งเงินตัวนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกใช้ไปมากน้อยเท่าใดแล้วเช่นกัน

-------------

19 มีนาคม 2561

จริงหรือ!! ที่เขาว่าปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะโจรใต้


การศึกษาถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ด้วยความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา และปัญหาด้านต่าง ๆ ที่ทับซ้อนกันอยู่จึงทำให้ที่ผ่านมาทำให้การให้โอกาสและคุณภาพในการศึกษาอาจติดขัดในหลายด้าน แต่ ณ ขณะนี้หลายฝ่ายต่างก็เห็นร่วมกันว่า การพัฒนาด้านการศึกษาจะเป็นการแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนที่สุด ทั้งด้านการประกอบอาชีพ ด้านจริยธรรม การปฏิบัติต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนการกินอยู่ การแต่งกาย รวมทั้งการปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติที่เคร่งครัด และเป็นสิ่งจำเป็นที่มุสลิมต้องศึกษา และปฏิบัติให้ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านศาสนาเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากการส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นจำนวนมาก

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีต้นกำเนิดจากสถานศึกษาที่เรียกว่า “ปอเนาะ”สถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม สอนเรื่องศาสนาเป็นหลัก ต่อมารัฐมีนโยบายที่มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างความมั่นคงในพื้นที่และนำไปสู้การประกอบอาชีพอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการพัฒนาและจดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุน และมีการนำหลักสูตรสามัญเข้าสอนควบคู่กับหลักสูตรศาสนาตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อย่างไรก็ตามยังคงมีปอเนาะบางแห่งก็ยังคงรูปแบบการสอนศาสนาอย่างเดียวอยู่เช่นเดิม ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสถานศึกษาในรูปแบบพิเศษอีกหนึ่งรูปแบบ โดยใช้ชื่อว่า “สถานศึกษาปอเนาะ”พร้อมกับให้เงินอุดหนุนบางส่วน ในความช่วยเหลือที่ทางรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลืองยังมีบางสถาบันการศึกษายังคงรับเงินอุดหนุนจากกลุ่มขบวนการ ซึ่งมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว

#อะไร? คือสาเหตุที่คนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐ มอง“โรงเรียนปอเนาะ”หรือ“โรงเรียนสอนศาสนาเอกชน”เหล่านั้นในแง่ลบ ซึ่งจะต้องมีเหตุและผลถึงความเป็นมาจะต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้มีความเชื่อแบบนั้น

เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของ“โรงเรียนปอเนาะ”เหมือนกับโรงเรียนประจำ กินอยู่หลับนอนอยู่ภายในโรงเรียน การควบคุมดูแลของสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อีกทั้งที่ผ่านมาการเข้าไปตรวจสอบดูแลกระทำได้ยากเพราะมีบุคคลบางกลุ่มพยายามกล่าวอ้างว่า“โรงเรียนปอเนาะ”เป็นสถานที่สอนศาสนา การเข้าไปทำการตรวจสอบเป็นการคุกคามและไม่ให้เกียรติสถานที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปสอดส่อง กลุ่มขบวนการได้ฉวยโอกาสใช้“โรงเรียนปอเนาะ”บางแห่งใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะ ซ่องสุมกำลังทำการก่อเหตุในพื้นที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

จึงเกิดเหตุความไม่ชอบธรรมในการบริหารโรงเรียนมีให้เห็นกันหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนบูรพาวิทยา จ.นราธิวาส โรงเรียนญิฮาดวิทยา จ.ปัตตานี และล่าสุดโรงเรียนบากงพิทยา จ.ปัตตานี ที่มีการตรวจสอบความไม่ชอบธรรมในการบริหารจัดการของโรงเรียน มีการฉ้อโกงเงินค่าหัวนักเรียน และสถาบันดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฝึกอาวุธของกลุ่มโจร บางโรงเรียนปลุกฝังให้นักเรียนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และอบรมบ่มเพาะแนวคิดอิสลามแนวทางที่รุนแรงด้วย ทำให้บางโรงเรียนต้องปิดลง สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือนักเรียนทีขาดโอกาสในการหาความรู้ในการดำรงชีพในอนาคต การบริหารจัดการในสถาบันการศึกษาควรมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริง ไม่มีการทุจริตเงินค่าหัวนักเรียน ไม่ควรรับเงินอุดหนุนจากกลุ่มขบวนการในการพัฒนาโรงเรียน

ตราบใดที่การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปล่อยให้ขบวนการปลูกฝังแนวความคิดที่ผิดๆให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาต่อไป มีการสืบทอดส่งต่อความสำนึกร่วมไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ความสงบสุขที่ทุกคนต่างเรียกหาก็ยังไม่เกิด ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายอีกกี่ศพ สื่อให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการปลูกฝังความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงรัฐไทยมีการปูพื้นมาตั้งแต่เล็กในโรงเรียนสอนศาสนาที่ยากต่อการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นถึงเวลาหรือยัง!! ที่จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการจัดระบบโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สามารถตรวจสอบได้ สามารถเทียบเท่ากันเหมือนกับต่างพื้นที่ และมีความโปร่งใสตอบโจทย์ต่อสังคมได้โดยไม่มีข้อกังขา!!

แฉโกงเงินอุดหนุน รร.สอนศาสนาชายแดนใต้ 3 ปี รัฐสูญเงิน134 ล้าน!


ข้อมูลปี 2556-58 ระบุไว้เกี่ยวกับปัญหาเด็กนักเรียนจำนวนเงิน14,000 บาท/คน ซ้ำซ้อนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2556 มีโรงเรียนเอกชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องคืนเงินอุดหนุนฯจำนวน 256 โรง จำนวนเงินทั้งสิ้น 43,300,000 บาท

- ปีงบประมาณ 2557 มีโรงเรียนฯที่ต้องคืนเงินอุดหนุน 227 โรง จำนวนเงินที่ต้องส่งคืน 82,300,000 บาท

- ปีงบประมาณ 2558 มีโรงเรียนฯต้องส่งคืนจำนวนเงินอุดหนุน 8,800,000 บาท

สำหรับโรงเรียนที่ต้องส่งคืนเงินอุดหนุน แยกรายจังหวัด พบว่า ปีงบประมาณ 2556 จ.นราธิวาส มี 58 โรง จ.ปัตตานี 92 โรง จ.ยะลา 57 โรง จ.สงขลา 32 โรง และ จ.สตูล 17 โรง  และปีงบประมาณ 2557 จ.นราธิวาส 43 โรง จ.ปัตตานี 81 โรง  จ.ยะลา 54 โรง จ.สงขลา 33 โรง และ จ.สตูล 16 โรง
สาเหตุหลักของปัญหานี้คือโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไม่ได้ติดตามว่านักเรียนที่ขาดเรียนหายไปไหน ไม่ได้ทำตามระเบียบที่มีอยู่ว่าหากนักเรียนขาดเรียนเกิน 15 วันจะต้องตัดชื่อออก แต่จะโดยตั้งใจหรือเกิดจากความไม่ใส่ใจก็ตาม แต่ไม่มีการตัดชื่อนักเรียนส่วนนี้ออก ทั้งที่ร็ทั้งรู้ว่าจะทำให้รัฐเสียหาย

การแก้ไขเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้เริ่มตรวจสอบเมื่อปี 2556 ด้วยการเอาข้อมูลนักเรียนสังกัด สช.ของโรงเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปตรวจสอบกับนักเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วยการเทียบเลขบัตร ปชช 13 หลัก พบนักเรียนซ้ำซ้อนเรียนอยู่สองที่พร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ได้รับเงินอุดหนุนเกินจริง ประเมินเป็นความเสียหายที่โรงเรียนเอกชนต้องคืน 43.3 ล้าน ทั้งนี้ยังไม่รวมรร.ที่สังกัด กศน. และอาชีวศึกษา ต่อมาในปี 2557 จึงเอาข้อมูลไปตรวจสอบทั้งกับ สพฐ. กศน. และอาชีวศึกษา ตัวเลขที่โรงเรียนเอกชนต้องคืนอยู่ที่ 82.3 ล้าน จึงมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในปีต่อมา ปัญหาจึงได้รับการแก้ไข ซึ่งในปี 2558 ความเสียหายอยู่ที่ 8.8 ล้าน ลดลงถึง 89%

เป็นที่น่าสนใจคือเงินจำนวนนี้ไปไหน ถูกใช้ในการสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงต่างๆในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ถ้าใช่ก็คงจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และควรมีมาตรการบทลงโทษโรงเรียนเหล่านี้ให้ถึงที่สุด รวมทั้งบังคับให้โรงเรียนเหล่านี้คืนเงินที่โกงรัฐไปให้หมดซึ่งเงินตัวนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกใช้ไปมากน้อยเท่าใดแล้วเช่นกัน

25 กุมภาพันธ์ 2561

แจ้งเตือน!! การก่อเหตุรูปแบบใหม่



การก่อเหตุของคนร้ายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้พบว่ามีการก่อเหตุรูปแบบใหม่ โดยใช้ “วัสดุกำเนิดเปลวไฟ” ไปทำการซุกซ่อนใกล้กับวัตถุไวไฟ จนนำไปสู่การเกิดเป็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ โดยเป้าหมายหลักของคนร้ายเป็นร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ ร้านค้าส่งขนาดใหญ่


การก่อเหตุของคนร้ายจะนำ“วัสดุกำเนิดเปลวไฟ”ใส่ในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งมีการตรวจพบที่เกิดเหตุใน จ.นราธิวาส ภายในกระเป๋ามีการประกอบชิ้นส่วนตัวกำเนิดเปลวไฟประกอบด้วย แอลกอฮอล์ก้อน, นาฬิกา และถุงหัวไม้ขีดไฟ
นอกจากนี้คนร้ายมีความพยายามตบตาเจ้าหน้าที่ด้วยการประกอบระเบิดแสวงเครื่องที่ทำจากกล่องพลาสติก, ถังสี, ท่อ PVC/ท่อเหล็ก, กระป๋อง, แกลลอนน้ำมัน และถังเหล็กซึ่งส่วนมากจะเป็นถังแก๊ส อีกทั้งยังเคยประกอบระเบิดในกรวย เสาหลักลาย

เพื่อช่วยกันปกป้องมาตุภูมิของเรา การแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากผู้ไม่หวังดีไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหานี้ ขอความร่วมมือประชาชนทุกท่าน หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยลักษณะคล้ายวัตถุระเบิดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ใกล้บ้านท่าน หรือผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นอีกทั้งสามารถแจ้งมายัง กอ.รมน.ภาค 4 สน. โทรหมายเลข 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันปกป้องชีวิตและทรัพย์สินร่วมกัน อย่าให้ใครมาทำร้ายเราอีกเลย

24 กุมภาพันธ์ 2561

คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต. ยัน ไม่มีการออกกฎหมายพิเศษให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐ


เมื่อวันที่ 24 ก.พ. พล.ต.สิทธิ์ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีประเด็นที่เป็นข้อกังวลและข้อคำถามที่สังคมยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ทางคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอชี้แจงทำความเข้าใจดังนี้ กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธีของรัฐบาล เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการยุติความรุนแรง ความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน และสร้างสันติสุขร่วมกันกับกลุ่มบุคคลที่มีความคิดและอุดมการณ์ต่างจากรัฐ ผ่านทางกระบวนการพูดคุย ซึ่งเป็นวิธีที่นานาประเทศให้การยอมรับ และในอดีตประเทศไทยได้เคยนำมาใช้จนทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤติเรื่องความขัดแย้งทางด้านลัทธิ และอุดมการณ์ทางการเมือง ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในชาติต้องจับอาวุธมาต่อสู้กันเอง

ส่วนการจัดตั้ง Safe House หรือศูนย์ประสานงานเป็นขั้นตอนแรกของการจัดตั้ง Safety Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยโดย Safe House จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงาน และการรับฟัง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อกังวลของทุกภาคส่วน ทั้งที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับสถานการณ์ หรือผู้ที่ความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทั้งจากในและนอกพื้นที่ โดยการปฏิบัติงานใน Safe House จะประกอบด้วยผู้แทน จาก Party A หรือเจ้าหน้าที่รัฐและ Party B หรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ฝ่ายละ 7 คน ซึ่งจะมีการทำบัตรประจำตัวให้กับบุคคลดังกล่าวนี้ เพื่อใช้เป็น มาตรการในการ รักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานใน Safe House และ Safety Zone โดยผู้แทนของ Party B ที่เป็นบุคคลที่มีหมาย จะได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมทางด้านคดี ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การพักโทษ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กับผู้ต้องขัง แล้ว และหากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ กระทรวงยุติธรรมกำหนดก็อาจได้รับการพิจารณาให้ได้รับการปล่อยตัวก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาตามคำพิพากษา

ดังนั้น การจัดตั้ง Safe House จึงไม่ใช่การเปิดโอกาสให้คนร้ายเข้าประเทศตามที่ได้มีการตั้งข้อสังเกตไว้ เพราะกระบวนการพูดคุยในระยะปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายปกติทั้งสิ้น ไม่ได้มีการออกกฏหมายพิเศษเพิ่มเติมใดๆ มารองรับอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ อย่างไรก็ตาม คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อกระบวนการพูดคุย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยึดถือตามนโยบาย และแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ และมีการใคร่ครวญการดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนมาพิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การยุติปัญหาที่เป็นสาเหตุของความรุนแรง และการสูญเสียที่มีอย่างยาวนาน เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่.



18 กุมภาพันธ์ 2561

เมื่อทหารถูกแทงข้างหลัง....


 


 


อาวุธไม่ใช่ ความรุนแรง แต่อาวุธที่รุนแรงที่ทรงพลังที่สุด คือ จิตใจของคน ทั้งที่มันเห็นคนท้อง ผู้หญิง เด็ก คนชรา แต่จิตใจมันก็ยังบังคับนิ้วมือลั่นไกปืนออกไป กระสุนร้ายปลิดลมหายใจผู้บริสุทธิ์มาตลอด 14 ปี

ดังนั้นการถือปืนไปในโรงเรียนไม่ได้รุนแรงอะไร แต่สิ่งที่ผ่านมาสิ พบระเบิดอาวุธในโรงเรียนตาดีกา และที่สำคัญพบการสอนประกอบระเบิดและการสอนบิดเบือนของครูสอนศาสนาบางคนในพื้นที่ สิ่งนี้สิคือสิ่งที่เป็นอาวุธที่รุนแรงที่สุดเพราะมันจะอยู่ในจิตใจของเด็กๆไปตลอดชีวิตจากการบ่มเพาะของครูที่ขี้นชื่อว่า ครูสอนศาสนา (บางคน)

กลุ่ม NGOs กลายเป็นแนวร่วมอาชญากร เคยไหม พบระเบิดในโรงเรียน ซุ่มยิงทหารในโรงเรียน ล่าสุดวางระเบิดในโรงเรียน เคยออกมาประณามกลุ่มคนร้ายที่ทำบ้างไหม แต่นี้เจ้าหน้าที่ไปทำกิจกรรมในโรงเรียนสร้างรอยยิ้ม ตัดผมเด็ก เอาขนม เครื่องเขียนไปแจก กลับออกมาประณามโจมตีทหารว่าละเมิดสิทธิ ดูเอาเทอดครับพี่น้องประชาชน ว่ากลุ่ม NGOs เหล่านี้ทำงานเพื่อใครกันแน่ ทำไมมันชัดเจนยิ่งกว่า RKK เสียอีก แล้วรัฐจะปล่อยพวกปลิงพวกนี้เคลื่อนไหวต่อไปอีกหรือ?

14 กุมภาพันธ์ 2561

106 BRN ,Pulo และ กกล.RKK เข้า"โครงการพาคนกลับบ้าน"



106 BRN ,Pulo และ กกล.RKK เข้า"โครงการพาคนกลับบ้าน"/ รายงานตัวต่อ"บิ๊กอาร์ท" ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ บนแผ่นดินเกิด /กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า-สมช.-ศอบต.-ตร.-มหาดไทย ร่วมคัดกรอง-ซักถาม-เก็บ DNA
ปัตตานี - วันนี้ (วันที่ 14 ก.พ.61) ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติ โครงการพาคนกลับบ้านโดยมี พลตรี เฉลิมพล จินนารัตน์ ผู้แทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ , นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย, นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม


การประชุมดังกล่าวเพื่อหารือความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้าน ในประเด็นการอำนวยความสะดวกด้านกระบวนการยุติธรรมและขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติให้กับผู้ที่ยังหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
โดยล่าสุดมีผู้ที่ประสงค์เข้ามารายงานตัวเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 103 คน ประกอบด้วยสมาชิก BRN และ Pulo เก่า รวมถึงผู้ที่เข้าไปหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยภายหลังการประชุมได้มีการพบปะกับผู้ที่เข้ารายงานตัว โครงการพาคนกลับบ้าน จำนวน 103 คน พร้อมญาติพี่น้อง โดยมีผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงกระบวนการและขั้นตอนโครงการพาคนกลับบ้านหลังจากรับรายงานตัว นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำการตรวจ DNA ผู้ที่รายงานตัวเข้าร่วมโครงการในเบื้องต้นอีกด้วย


พลโท ปิยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้านในขณะนี้ได้เชิญทางด้านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมและสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงฝ่ายตำรวจ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเพื่อพิสูจน์สัญชาติของผู้ที่เข้าร่วมโครงการล่าสุดจำนวน 103 คนเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นสัญชาติไทย


หลังจากนั้นจะนำสู่กระบวนการขั้นตอนโครงการ ยืนยันว่าจะดูแลทุกคนด้วยความยุติธรรมตามกระบวนการกฎหมายไทย โดยในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 24 คน
ผู้ร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน คนหนึ่งเผยว่า รู้สึกดีใจที่ทางรัฐบาลไทยให้การดูแลพวกเขา ขณะนี้ทุกคนต้องการที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และมีความมั่นใจในกระบวนการขั้นตอนของโครงการพาคนกลับบ้าน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การดูแลและมีโครงการนี้ขึ้นมา