21 ธันวาคม 2560

ชาวเทพาหลายพันคน ร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อถึงนายกรัฐมนตรี



วันนี้ 21 ธ.ค. 60 ณ ที่ว่าการอำเภอเทพา  ชาวเทพาร่วม 3000 พันกว่าคน ชุมนุมแสดงจุดยืนการสนับสนุนโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดยมีกลุ่มมวลชนในพื้นที่ต่างตบเท้าเดินขบวนมายังลานวัฒนธรรมซึ่งตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอเทพากว่า 5,000 คน



กลุ่มมวลชนประกอบด้วยประชาชน, กำนันผู้ใหญ่บ้าน, อบต. 7 ตำบล, ชรมอีหม่ามอำเภอเทพา องค์กรภาคประชาชน ชมรมและกลุ่มเครือข่าย 66 องค์กร ได้อ่านแถลงการณ์สนับสนุนการก่อสร้างไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ม. 4 ตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา พร้อมกันนี้ได้ยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรีพร้อมป้ายผ้าลายเซ็นชาวบ้านผ่านนายอำเภอเทพา ขีดเส้นตาย 45 วันทวงถามความคืบหน้า โดยคำแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลฟังเสียงชาวเทพาในการตัดสินใจโครงการไฟฟ้าเทพ เพราะเราเป็นผู้ได้รับผลกระทบอยู่ในพื้นที่ กฟผ. ต้องให้คำมั่นเป็นสัญญาประชาคมในการสนับสนุนการพัฒนาของ อ.เทพา  โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่พื้นที่จะต้องโยกย้าย จะต้องดูแล ชดเชย เยียวยาอย่างเป็นธรรม  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม รวมทั้ง ศาสนสถาน มัสยิด กุโบร์ และวัดต่างๆ จะต้องไม่ได้รับผลกระทบ  หากจะย้าย รร.ปอเนาะ จะต้องจัดพื้นที่และสถานที่ดีกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่า ลูกหลายชาวเทพาจะได้เล่าเรียนทั้งด้านศาสนาและวิชาการอย่างมีคุณภาพ สืบทอดวัฒนธรรมวิถีชีวิตอันดีงามของชาวเทพา


2. ขอเรียกร้องให้กลุ่มต่างๆ หรือ NGOS นอกพื้นที่ เคารพสิทธิของชาวเทพา และยุติการบิดเบือนข้อมูล ในการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแก่สังคม เช่น บอกว่า ชาวประมงออกไปหาปลาไม่กี่ชั่วโมงก็ขายได้เป็นพันๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะคนเทพารู้ดีว่า การทำประมงไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่กล่าวอ้าง จึงขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี ยุติ สร้างความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะคนเทพาที่แท้จริงมีความเป็นหนึ่งเดียว คือ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาวเทพา


3. ขอให้รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจโครงการไฟฟเทพาโดยเร็ว ภายใน 45 วัน โดยรับฟังเสียงอันแท้จริงของคนเทพา เพราะชาวเทพารอมา 4 ปี แล้ว และเราพร้อมจะเดินหน้าในทุกทางเพื่อขอคำตอบจากรัฐบาลต่อไป การแสงพลังของคนเทพาในวันนี้ เพื่อบอกว่า บ้านของเรา เราดูแลเองได้ เราอยากเห็นบ้านเกิดของเรามีการพัฒนาที่ดีขึ้น ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องไปทำมาหากินที่อื่น และจะพัฒนาอำเภอเทพาเป็นประตูเชื่อมความเจริญไปสู่พี่น้อง 3 จชต. ทำให้ อ.เทพา ซึ่งมีของดีอยู่มากมาย กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองพัก ที่ไม่ใช่เมืองผ่าน อีกต่อไป

20 ธันวาคม 2560

เยียวยาเบื้องต้นหนึ่งล้านสามแสนบาท คดีคนร้ายเผารถทัวร์ที่บันนังสตา



วันนี้ 20 ธ.ค.60 เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ห้องประชุมพิกุล อาคาร 3 ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดยะลา นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดยะลา ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้จ่ายเงินเยียวยาในเบื้องต้น หลังเกิดเหตุการณ์คนร้ายเผารถทัวร์บริษัทสยามเดินรถ จำกัด จำนวน 1,3,00,000 บาท ให้กับ นางประภาพร สกุลเสาวภาค ผู้แทนที่ได้รับหนังสือการมอบอำนาจ จากทาง บริษัท เจ.ซี.โอ.พี.อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โดยนายชาญณรงค์ ลีระศิริ กรรมการบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ตั้งอยู่ที่ 26/38หมู่ที่ 8 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โดยมี นายอับดุลเลาะ สะแวบาโง คนขับรถ และพนักงานประจำรถ อีก 2 คน ร่วมเป็นสักขียานพยาน 

สำหรับข้อมูลของรถทัวร์ คันดังกล่าว ยี่ห้อ MERCEDES BENZ เครื่องยนต์ ดีเซล ขนาด 6 สูบ 360 แรงม้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน 15 - 6627 กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ระยะเวลาในการใช้งาน 4 ปี เคยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่มาแล้ว 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2557ถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถทัวร์ ในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา รถได้รับความเสียหาย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ถูกคนร้ายบุกจี้ ไล่คนขับรถและผู้โดยสารลง แล้วเผาทำลายเสียหายทั้งคัน จากนั้นได้มีการตัดต้นไม้ เผายางรถยนต์ วางตะปูเรือใบหลบหนี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่จำนวนเงินเยียวยาในส่วนที่เหลือนั้น รอการตรวจสอบและพิจารณาของทางเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่าย หลังจากนั้น ก็จะดำเนินการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม เพื่อเสนอจ่ายเงินเยียวยาในครั้งต่อไป

ชาวเทพาและเครือข่าย 66 องค์กร ร่วมแถลงสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา



นายหลี สาเมาะ อดีตกำนันตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาในฐานะตัวแทนของชาวเทพา ซึ่งประกอบด้วยกำนัน 7 ตำบลในอำเภอเทพา องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ทั้ง 7 ตำบล รวมทั้งองค์กรเครือข่ายคนเทพา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 66 องค์กร แจ้งผลการประชุมและแนวทางการเคลื่อนไหวของชาวเทพา เรื่องโครงการโรงไฟฟ้าเทพา ดังนี้

ชาวเทพา ได้รับฟังข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าด้วยความสนใจ ถึงประโยชน์ของโครงการที่มีต่อประเทศชาติ ชาวภาคใต้และชาวเทพาทั้งหมด ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในปี 2558 เป็นต้นมา ชาวเทพาได้ร่วมกันพิจารณา ผลดี ผลเสีย ทั้งด้านผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม รวมทั้งรับฟังข้อมูล ทั้งจากนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ทั้งจากผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างกว้างขวางรอบด้าน



การประชุมผู้นำชุมชนทุกตำบลในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นว่า การมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่คนไทย และเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของคนภาคใต้แล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ ของอำเภอเทพา ให้มีความมั่นคงในอาชีพ รายได้ของพี่น้องเทพาในวันนี้ และลูกหลาน ทำให้เทพาพัฒนาเป็นเมืองพัก ไม่ใช่เป็นเพียงเมืองผ่าน ที่สำคัญคือผู้ที่อยู่ในข่ายจะต้องโยกย้าย จะต้องได้รับการดูแลชดเชย เยียวยาเป็นอย่างดี รวมทั้งศาสนสถาน ทั้ง มัสยิด กุโบร์ วัดต่างๆจะต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน หากจะมีการย้ายโรงเรียนปอเนาะ จะต้องจัดพื้นที่และสถานที่ซึ่งดีกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่า ลูกหลานของชาวเทพา จะได้เล่าเรียนทั้งด้านศาสนาและวิชาการอย่างมีคุณภาพและมีอนาคตตามวิถีชีวิตของชาวเทพา

การประชุมผู้แทนของทุกตำบลในวันนี้ยังได้ทบทวนสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆในปัจจุบัน โดยเห็นว่า ยังมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่เสียงอันแท้จริงของชาวเทพา และการแสดงออกบางครั้ง อาจจะเป็นการแสดงออกที่มีเจตนาดี แต่บางครั้ง ก็มีการให้ข้อมูลแก่สังคมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง



ที่ประชุมผู้แทนของทุกตำบล จึงมีมติร่วมกันว่า ชาวเทพาจะร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีของชาวเทพา เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนที่แท้จริง ในวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ที่หน้าอำเภอเทพา ซึ่งชาวเทพาจะประกาศจุดยืนและกำหนดขั้นตอนการเคลื่อนไหวต่อไป

13 ธันวาคม 2560

โฉมหน้าอาชญากรชายแดนใต้ ชี้จุดซุกซ่อนอาวุธปืน อุปกรณ์เตรียมประกอบระเบิดเพียบเพื่อสังหารผู้บริสุทธิ์


สืบเนื่องแหล่งข่าวในพื้นที่ปรากฏความเคลื่อนไหวของนายนูวา ปาเนาะ เข้ามาหลบซ่อนพักพิงในพื้นที่ บ.ชะเอาะ ม.4 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี นายนูวา ปาเนาะ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 119 บ.คลองปุด ม.7ต.บาละ อ.กาบัง จังหวัดยะลา มีพฤติกรรมเป็นอาชญากรในการก่อเหตุในพื้นที่ และมีหมายจับ ป.วิอาญา 2 หมาย  
ต่อมา เมื่อ 11 ธ.ค. 60 เจ้าหน้าที่จัดกำลังเข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมายและสามารถควบคุมตัว นายนูวา ปาเนาะ บุคคลเป้าหมายได้ พร้อมกับ นายอาดือนันท์ ลาเต๊ะ อายุ 32 ปี ที่อยู่  ม.4 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ภูมิลำเนาเดิม ม.10 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ได้ ณ บ้านเลขที่ 6 บ.ชะเอาะ ม.4 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี


หลังจากการคุวบคุมตัว และได้ดำเนินกรรมวิธีซักถามนายนูวาฯ ผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีให้การยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้จริง พร้อมบอกสถานที่ซุกซ่อนอาวุธปืน  ต่อเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 60 เวลา 0830 เจ้าหน้าที่นำตัวนายนูวา ปาเนาะชี้จุดที่ตนได้ทำการฝังอาวุธไว้ในพื้นที่ ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา หลังจากให้การยอมรับเมื่อวานหลังจากควบคุมตัว จากการตรวจสอบในพื้นที่ชี้จุดซุกซ่อน ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา พบยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ดำรงชีพ จำนวนหลายรายการ โดยมีรายละเอียดดังนี้


‎1. ปืนลูกซอง จำนวน 1 กระบอก (เป็นอาวุธปืนที่ปล้นมาจาก ชคต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา)
2. ‎อุปกรณ์ดำรงชีพ จำนวนหนึ่ง
3. ‎น้ำมันเบนซิน 0.5 ลิตร
4. แบตเตอรี่ 1.5 โวลต์ (ก้อนใหญ่) จำนวน 4 ก้อน
5. ‎ระเบิดขว้าง (แบบปลากระป๋อง) จำนวน 1 ลูก

22 พฤศจิกายน 2560

โจรใต้ – กลุ่มเสียผลประโยชน์ลอบระเบิดทหารช่างก่อสร้างเส้นทาง


 ทหารช่างที่เข้าดำเนินการซ่อมแซมถนนในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รอดตายจากเหตุลอบวางระเบิด ซึ่งโจรใต้ – กลุ่มเสียผลประโยชน์ในพื้นที่ได้ทำการลักลอบซุกซ่อนหมายสังหาร เดชะบุญระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุงต้มน้ำหนัก 20 กก. เกิดระเบิดขึ้นก่อนจากวงจรจุดชนวนเกิดลัดวงจรเนื่องจากฝนตก

จากเหตุระเบิดเมื่อคืนวันที่ 20 พ.ย.60 บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างเทศบาลตำบล ปะลุรู อ.สุไหงปาดี กับบ้านโต๊ะเด็ง ม.1 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ


เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 21 พ.ย. 60 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณรั้วลวดหนามสวนลองกองริมถนนของชาวบ้าน มีหลุมลึก 50 ซ.ม.กว้าง 100 ซ.ม. และมีซากเศษชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุงต้ม หนัก 20 ก.ก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและกระเด็นไปตกในสวนลองกองของชาวบ้าน เสาปูนซิเมนต์ที่ปักไว้ยึดลวดหนามของชาวบ้านหัก 1 ต้น ลวดหนามขาด 3 เส้น เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงให้การว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมาได้มีฝนตกลงมาแต่ไม่หนักมากนัก จู่ๆประมาณเวลา 20.30 น.ของคืนวันที่ 20 พ.ย. 60 ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าเป็นยางรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวเกิดยางแตก จึงไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งมาช่วงเช้าพบมีร่องรอยของการเกิดระเบิดที่บริเวณริมรั้วสวนลองกองของชาวบ้าน จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว


เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุระเบิดในครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ ผกร. ในพื้นที่ ทำการลักลอบนำระเบิดแสวงเครื่องมาวางซุกซ่อนไว้ยังจุดเกิดเหตุ เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารช่างที่จะเข้าทำการซ่อมแซมถนนสายดังกล่าว และอาจเชื่อมโยงกับผู้ที่สูญเสียในเรื่องชองผลประโยชน์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่ไม่พอใจ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนที่ชำรุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 37 เส้นทาง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนในภารกิจลักษณะ “การเมืองนำการทหารช่าง” และ “สร้างถนนในใจประชาชน” ซึ่งในการก่อสร้างและปรับปรุงถนนที่ชำรุดใช้กำลังทหารช่างเข้าดำเนินเองทั้งหมด

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระเบิดลูกดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้นก่อนนั้น อาจจะเกิดจากวงจรจุดชนวนระเบิดเกิดการลัดวงจร เนื่องจากในช่วงคืนดังกล่าวได้มีฝนตกลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดทหารช่างที่จะเข้าซ่อมแซมถนนในช่วงเช้ารอดหวุดหวิด


20 พฤศจิกายน 2560

จริงหรือ!!...ที่คนกล่าวหา NGOs นักวิชาการ คือตัวขัดขวางความเจริญของชาติ


NGOs ขายความกลัว เอาความไม่รู้.. มาทำการเคลื่อนไหว 
เพราะเมื่อผู้คนเกิดความกลัว ยิ่งรับรู้ถึงอันตรายต่างๆ ที่ NGOs 
นำมาขู่ให้ประชาชนเกิดความกลัว คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยจะเกิดจริตหวาดวิตกกังวล...

การนำสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นธรรมชาติในชุมชน ในพื้นที่นั้นๆ มาทำการสื่อถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่อย่างเรียบง่าย ชักจูงโน้มน้าวหากมีการปลูกสิ่งก่อสร้างในพื้นที่จะทำให้เกิดมลพิษ มลภาวะกระทบกับการใช้ชีวิตของผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่บนสมมติฐานของความกล้วเพื่อจูงใจให้ผู้คนเห็นด้วยกับแนวความคิดของ NGOs หากจะโฟกัสการทำงานของนักสิทธิเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทำงานร่วม การเคลื่อนไหวส่งเสียงเรียกร้องเล็กๆ ในประเทศหนึ่งแต่ดังไกลไปยังต่างประเทศ อาจจะเข้าตามีการตบรางวัลในฐานะนักสิทธิผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น ดูดเงินทุนที่ใช้ในการเคลื่อนไหวจากองค์กรระหว่างประเทศมาใช้สอย หากจะมองในแง่ของการสนับสนุนในประเทศไทยเราเองก็ยังมีเงินกองทุนให้ NGOs นำไปเผาผลาญเล่น ซึ่งวัตถุประสงค์กับเงินที่ได้รับจะมีความโปร่งใสในการนำไปใช้จ่ายหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบแทนได้แต่คงเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนจะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินองค์กรบางองค์กรอย่างถี่ถ้วน

ยิ่งยุคสมัยนี้....ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? เมื่อไหร? อย่างไร? ข้อมูลข่าวสารไปเร็วยิ่งกว่าจรวด หากแกนนำ NGOs ทั้งหลายที่ต้องการจะสื่อเรื่องจริงหรือไม่จริง.. ด้วยการส่งผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแปปเดียวเป็นที่รับรู้ของคนทั้งโลก จึงไม่แปลกและเอ๊ะใจสักเท่าไหร่ที่เห็นนักเคลื่อนไหวหลายคนเดินสายเข้าร่วมประชุมยังต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง โดยได้รับ ตั๋วเครื่องบิน กิน ที่พักฟรี เป็นกำไรชีวิตที่คนอย่างเราๆ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดใฝ่ฝัน บางคนเมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักมักคุ้นของผู้คนกลับทำตัวหยิ่งยโสโอหัง ใครแตะนิดแตะหน่อยเป็นไม่ได้ เดี้ยนคือนักสิทธิผู้ยิ่งใหญ่ แอ๊ะ!! อะไรกันวันวานยังเป็นแค่คนกระจอกงอกง่อยอยู่เลย วันนี้ทำไมถึงยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่เอาเถอะ!! ถือว่านักสิทธิเหล่านี้เค้าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งที่ผันตัวเองให้เป็นคนชั้นกลางใช้ชีวิตติดหรู แต่ในความเป็นนักสิทธิบางครั้งหากจะวัดผลงานยังไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเลย.. บางคนเป็น NGOs มานาน จนยกระดับฐานะตัวเองเป็นคนมีอันจะกิน เดินทางช๊อปปิ้งต่างประเทศเป็นว่าเล่น เลยมีคนตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งนักสิทธิเหล่านี้เอาเงินจากไหนมาใช้สอย....

หากมองผิวเผินเหมือนจะดีแทบไม่มีที่ติ แต่แกนในใครเล่าใคร่จะรู้ว่ามันกลวง เราคงต้องระมัดระวัง.. กับดักทางสังคม เป็นเครื่องมือให้คนเหล่านี้ เป็นบ่าเป็นไหล่ให้ NGOs เหยียบเพื่อยกระดับตนเอง เฉกเช่นกรณีการรณรงค์คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หากคนทั่วไปไม่รู้เบื้องลึกในการกิจกรรมเปิดเวทีเสวนาต่างๆ ในภาพรวมซึ่งดูแล้วเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์กระทำเพื่อสังคม เพื่อชุมชน เพื่อพี่น้องชาวเทพา และมีเจตนาดีต่อประเทศชาติในส่วนรวม แต่ในความจริงที่ถูกซ่อนอยู่กลับทำเพื่อ... ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติ ยังมีความจริงที่ยังไม่ถูกกล่าวถึง อีกทั้งความจริงที่มีการบิดเบือน จนกระทั่งไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ โดยเฉพาะความต้องการใช้พลังงานของประเทศชาติในการพัฒนาพื้นที่ไปสู่ความเจริญรอบด้าน แต่กลับถูกค้านอ้างหน่วยงานภาครัฐ และการไฟฟ้าฝ่ายการผลิตแห่งประเทศไทยมีการหมกเม็ดข้อมูล แล้วจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี หากไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าไม่เพียงพอในพื้นที่ภาคใต้ ใครรับผิดชอบ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบย่อมรู้ดี แต่ไม่มีใครสนใจ มัวแต่ถูกหลอกให้ค้านการสร้างไฟฟ้าว่าทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีการพัฒนาไปไกล กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินใสสะอาด ขณะที่เรายังจมปลักอยู่ที่เดิมทะเลาะกันเองยังไม่รู้จบ หาก NGOs ว่างมาก จัดกรุ๊ปทัวร์ไปศึกษาดูงานประเทศอื่นให้เห็นกับตาดีกว่ามั๊ย!! ไม่ต้องมานั่งมโนแล้วค้านอย่างหัวชนฝาอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้อะไร

หากยังเป็นอยู่เช่นนี้ การพัฒนาด้านอื่นๆ คงติดขัด คงไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ NGOs สักแต่ค้าน สร้างปมให้รัฐตามแก้ ไม่สร้างสรรค์และเกื้อหนุนการทำงาน ประเทศไทยปล่อยให้ NGOs เคลื่อนไหวอย่างอิสระ และกระทำตามอำเภอใจมานาน จนฝังรากหยังลึกเข้าไปทุกที คอยขัดแข้งขัดขาเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จนกระทั่งลืมนึกถึงผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม สร้างความแตกแยกทางความคิดของคนในชาติ รับเงินต่างชาติทำลายผลประโยชน์ของประเทศ แล้ว NGOs เหล่านี้ยังเป็นคนไทยอยู่หรือเปล่า หากทำหน้าที่ของการเป็น NGOs อย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันศึกษาหาวิธีอุดช่องโหว่ ให้คำชี้แนะที่ไม่ดีนั้นเป็นอย่างไร? น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่เยอะว่ามั๊ย!! #เหนื่อยหน่ายเต็มทีกับพฤติกรรม NGOs บางกลุ่ม แล้วประเทศไทยมี NGOs ไว้ทำห่าอะไร!!

19 พฤศจิกายน 2560

เมื่อแกนนำโจรใต้“หักหลัง”สั่งการให้สมาชิกก่อเหตุแล้วไม่ให้เงิน


จากสถิติการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งเป็นผลจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือแจ้งข่าวสารเบาะแสกับทางเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การติดตามจับกุม และขยายผลจนสามารถยึดอาวุธและวัตถุระเบิดที่เตรียมไว้ก่อเหตุจำนวนมาก  แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติงานด้านมวลชนของฝ่ายความมั่นคงว่ากำลังเดินหน้าไปด้วยดี  ขณะที่ดูเหมือนว่าข้างฝ่ายขบวนการ และผู้ก่อเหตุรุนแรงก็กำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจากเหตุผลหลายประการ  
     
         ความเบื่อหน่ายเอือมระอากับพฤติกรรมเลวๆ ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงของชาวบ้านที่ต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แบบหวาดระแวง  และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนหางเลขจากการก่อเหตุร้ายนี่เป็นเหตุผลแรก  เพราะดูเหมือนว่าในระยะหลังๆ มานี้ การก่อเหตุทั้งลอบยิง วางระเบิด วางเพลิง เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำโดยไม่มีทิศทาง  เนื่องจากโจรเหล่านี้มีหลายกลุ่มที่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามสร้างผลงานเพื่อให้เกิดการยอมรับจากผู้ให้การสนับสนุนเงินให้กับกลุ่มของตน

         อีกประการคือความไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะโดยใช้การก่อเหตุรุนแรงได้  เพราะยิ่งนับวันกระแสการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่กลับมีมากขึ้น ขณะที่สมาชิกของขบวนการเริ่มลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งจากการถูกจับกุม และการหันหลังให้ขบวนการเนื่องจากไม่เห็นประโยชน์ที่จะสู้ต่อไป

เช่นเดียวกัน ในด้านของความเคลื่อนไหวขององค์กรในต่างประเทศต่อกรณีปัญหาการก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยมีท่าทีไม่เห็นด้วย องค์การนิรโทษกรรมสากลซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ  ได้ออกมากล่าวประณามว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม  ทำร้ายสังหารประชาชน  เป็นอาชญากรรมที่น่ารังเกียจมุ่งโจมตีต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง  ซึ่งนี่ส่งผลกระทบต่อขบวนการเป็นอย่างมาก  เพราะเมื่อไม่ได้รับการยอมรับ  ก็ย่อมไม่ได้รับการสนับสนุนเงินจากประเทศมุสลิมต่างๆ  ด้วยเช่นกัน

จากหลายเหตุผลข้างต้นทำให้มีผู้ก่อเหตุรุนแรงและแนวร่วมจำนวนมากเข้ารายงานตัวและมอบตัวต่อฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง  พร้อมด้วยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับขบวนการจนสามารถขยายผลการจับกุมอย่างได้ผลดี

คำสารภาพหนึ่งที่ผู้เข้ารายงานตัวทุกคนกล่าวตรงกันคือ  ทุกครั้งที่มีการก่อเหตุรุนแรง  ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือผู้นำตั้งแต่ระดับสั่งการไปจนถึงผู้นำที่อยู่ต่างประเทศ  เงินสนับสนุนจำนวนมากทั้งจากต่างประเทศและกลุ่มธุรกิจผิดกฏหมายที่มีผลประโยชน์ร่วมกันหลั่งไหลเข้ากระเป๋าบรรดาแกนนำและใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย  แต่สมาชิกระดับปฏิบัติการหรือ  RKK กลับถูกหลอกใช้งานที่ต้องเสี่ยงชีวิต  หลายรายถูกเจ้าหน้าที่ฆ่าตาย  บางรายถูกติดตามจับกุมต้องติดคุก  หรือบางรายต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ที่มาเลเซีย  ใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ ไปวันๆ  ที่แย่ที่สุดคือ  เมื่อเงินไม่ถึงมือผู้ปฏิบัติก็จนตรอกถึงกลับต้องใช้วิธีปล้นสะดมชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงปล้นทรัพย์จากชาวบ้านเอาดื้อๆ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

ที่ยืนยันได้ชัดเจนว่ามีความขัดแย้งกันเรื่องเงินในขบวนการนั้นคือ  เมื่อปี 54 ได้มีการจัดการประชุมกลุ่ม BRN.Coordinate   ที่โรงเรียนปอเนาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่รู้จักกันในกลุ่มคือ  “ยี่ลง” ในเขตตลาดเก่าจังหวัดยะลา โดยที่ประชุมได้พูดถึงการคอรัปชั่นของระดับแกนนำซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  โดยการนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนไปใช้ส่วนตัว  ทำให้เงินนั้นไปไม่ถึงสมาชิกระดับปฏิบัติการ หรือเรียกง่ายๆว่า “หักหลัง” กัน  เพราะเมื่อสั่งการให้สมาชิกก่อเหตุแล้วไม่ให้เงิน  ทำให้ RKK เริ่มท้อแท้หมดกำลังใจ

ล่าสุดแกนนำระดับสั่งการของขบวนการได้ออกมาประกาศก้องว่า  “ใครวางระเบิดในเขตเทศบาลยะลาได้จะให้รางวัล 500,000 บาท และปืนพกอีก 6 กระบอก” ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้เกิดคาร์บอมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจกลางเมืองยะลาซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์ ที่พวกเขากล่าวอ้างว่าทำเพื่อเรียกร้องเอกราช  เพื่อประชาชนชาวมลายูมุสลิมนั้นแท้จริงแล้วเป็นอุดมการณ์จอมปลอมที่ทำเพื่อสิ่งตอบแทน

การก่อเหตุทุกครั้งนั้นสิ่งที่มุ่งหวังคือเศษเงินรางวัลจากแกนนำที่แลกมาด้วยชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า  ส่วนเงินที่เหลือ อีกมหาศาลนั้นบรรดาผู้นำทั้งหลายต่างก็นำมาใช้เสวยสุขอย่างหรูหราสุขสบายทั้งในต่างประเทศและในประเทศ ลองไปดูบ้านของแกนนำแต่ละคนดูซิว่าใหญ่โตโอฬารขนาดไหน โรงรถที่มีรถยุโรปหรูจอดเรียงราย  ทั้งๆ ที่ประกอบอาชีพเพียงขายนมแพะ หรือเป็นนักการเมืองตกกระป๋องเลยหันมาเอาดีด้วยหลอกใช้คน 

ส่วนของ RKK ก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแล้วก็หนีต่อไป  ลองคิดดูซิว่า  คนในขบวนการที่ว่ายึดมั่นอุดมการณ์นักหนา  แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นอย่างไร  สุดท้ายแล้วคนที่จะต้องถูกจับกุมติดคุกนั้นคือใคร  แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้นำของท่านหรอก 

ที่สำคัญจากการที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนไว้ทำให้วันนี้ประชาชนเค้าไม่เอาด้วยแล้ว  จะสู้ไปเพื่ออะไร  เพื่อกอบกู้เอกราชที่มองยังไงก็มองไม่เห็นงั้นหรือ  ตื่นจากความฝันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ลูกเมีย  กลับไปใช้ชีวิตแบบสงบสุขดีกว่า

----------------