16 กุมภาพันธ์ 2560
แนวร่วมมากกว่า 20 คน เผาบริษัทก่อสร้าง-โรงไม้ยางพารายะลาวอด
ยะลา - คืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเผาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โรงไม้ยางพารา จ.ยะลา เชื่อแนวร่วมก่อเหตุมากกว่า 20 คน ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
วันนี้ (16 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากเหตุเกิดเพลิงไหม้บริษัทชินวรก่อสร้างยะลา และโรงไม้ยางพารา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา โดยในเช้าวันนี้ พล.ต.ต.กฤษฏา แก้วจันทร์ดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 10 เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครองได้เข้าตรวจสอบเหตุภายในบริษัทชินวรก่อสร้าง ที่ ต.ลิดล อ.เมืองยะลา
หลังถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกเข้ามาจากบริเวณด้านหลังของที่ตั้งบริษัท และก่อเหตุลอบวางเพลิงรถยนต์ และเครื่องจักรกรที่อยู่ภายในบริษัทได้รับความเสียหาย จำนวน 7 คัน โดยมีรถแบ็กโฮ 1 คัน รถกระบะ 3 คัน รถเก๋ง 1 คัน รถตัก 1 คัน และรถบรรทุกน้ำมัน จำนวน 1 คัน โดยทางเจ้าหน้าที่พบคนร้ายที่ก่อเหตุได้ใช้กระสอบป่านชุบน้ำมันใช้ก่อเหตุ โดยพบหลักฐานตกบริเวณที่เกิดเหตุ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนความเสียหายยังไม่สามารถประเมินค่าได้
โดยจากการสอบสวนในเบื้องต้น ทราบว่า ขณะเกิดเหตุในเวลา 00.15 น. มีเวรยามอยู่ดูแลความปลอดภัยบริษัท โดยอยู่ภายในป้อมยามหน้าบริษัทชินวรก่อสร้าง แต่คนร้ายที่ก่อเหตุได้ลักลอบบุกเข้ามาด้านหลังบริษัท และยามรักษาความปลอดภัยมาพบเหตุขณะเกิดไฟลุกไหม้แล้ว
ขณะเดียวกัน ที่โรงงานไม้ยางพารา ตั้งอยู่ที่บ้านป่าหวัง ม.11 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งถูกคนร้ายบุกเข้ามาลอบวางเพลิงได้รับความเสียหายในช่วงเวลาประมาณ 00.25 น.ของคืนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยในเช้าวันนี้ หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองอำเภอบันนังสตา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และชาวบ้านได้พยายามช่วยกันดับไฟที่ลุกไหม้โรงงาน โดยเฉพาะที่โรงอบไม้ยางพาราซึ่งมีห้องอบไม้ยางทั้งหมด จำนวน 16 ห้อง ได้รับความเสียหายทั้งหมด รถโฟล์คลิฟท์ ถูกเผาเสียหาย จำนวน 6 คัน โดยยังคงมีเปลวไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะนำรถดับเพลิงเข้ามาระงับเหตุไว้ แต่เชื้อเพลิงที่เป็นไม้ยางพาราก็ทำให้เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
โดย นายปฏิภาณ ศิวะดำรงพงศ์ เจ้าของกิจการโรงไม้ยางป่าหวัง ระบุว่า ทางคนที่อยู่ในโรงงานในช่วงเวลาดังกล่าวบอกว่า มีกลุ่มคนร้ายจำนวนหลายคน ซึ่งคาดว่าจะมีมากกว่า 10 คน ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อทำให้คนในโรงงานหวาดกลัว และวิ่งหลบหนี จากนั้นคนร้ายได้กระจายกำลังเข้าไปลงมือก่อเหตุวางเพลิงเผาภายในโรงงาน ก่อนที่จะพากันหลบหนีออกไปหลังก่อเหตุ
ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยชุดปฏิบัติการคดีสำคัญในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ทำการตรวจสอบหาหลักฐาน และเตรียมเร่งติดตามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยเชื่อว่า กลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุเป็นกลุ่มแนวร่วมที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ทั้งพื้นที่ อ.บันนังสตา และ อ.เมืองยะลา โดยมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 คน ที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ ในส่วนของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เบื้องต้นประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
ยึดอาวุธปืนสงครามผู้ต้องสงสัยเหตุยิงเถ้าแก่รับซื้อยางพาราที่ยี่งอ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.ระแงะ บุกตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ยึดปืนสงคราม เครื่องกระสุน พร้อม จยย.ต้องสงสัย
นำขยายผลคดีกลุ่มคนร้ายบุกยิงเถ้าแก่รับซื้อยางที่ อ.ยี่งอ เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 15 ก.พ.60 พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ
จ.นราธิวาส พ.ต.ท.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล รอง ผกก.สส.สภ.ระแงะ
เรียกประชุมตำรวจสืบสวนและปราบปราม เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีความมั่นคงใน อ.ยี่งอ
และ อ.ระแงะ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธปืนเอ็ม 16
พร้อมเครื่องกระสุน รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 1 คัน ใน อ.ระแงะ
และมีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง
พ.ต.ท.เจฟฟรีย์
เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกยิงเถ้าแก่รับซื้อยางพาราเสียชีวิต
และมีชาวบ้านถูกลูกหลงเสียชีวิตอีก 1 คน ต่อมา สภ.ระแงะ
ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า
มีบุคคลต้องสงสัยซุกซ่อนอาวุธสงครามและยานพาหนะที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีก่อเหตุพื้นที่
สภ.ยี่งอ จึงสนธิกำลังตำรวจ สภ.ระแงะ และทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจที่ 45 ตรวจค้นบ้านเป้าหมาย เลขที่ 83/2 บ้านบาโงสะโต
ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ โดยสามารถตรวจยึด 1. อาวุธปืนเอ็ม 16 หมายเลขประจำปืนถูกขูดลบ ทำลาย 2. ซองกระสุน 3.
กระสุนปืน 5.56 จำนวน 26
นัด และ 4. รถจักรยานยนต์ซูซูกิ สีเทาดำ รุ่นสเตป 125 ซีซี ทะเบียน 746 นราธิวาส อีกทั้งพบเพียง
นางนูรีดา ครูแวอีแก อายุ 36 ปี
ภรรยาของผู้ต้องหาที่หลบหนีไป
ตรวจสอบรถจักรยานยนต์มีการดัดแปลงถังน้ำมัน
ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบต่อไปว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยานพาหนะ 1 ใน 3 คัน นำคนร้ายก่อเหตุคดียิงเถ้าแก่ยางหรือไม่
ส่วนอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ขณะนี้ได้นำส่งไปตรวจสอบที่กองพิสูจน์หลักฐาน เขต 10
เพื่อหาหลักฐานส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้และคดีเหตุยิงที่
อ.ยี่งอ จากการสอบปากคำ นางนูรีดา เบื้องต้นให้การว่า
อาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ยึดได้เป็นของสามีชื่อ นายมูฮัมมัด เลาะหะมะ อายุ 41 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามเพื่อจับกุมต่อไป.
คนร้ายป่วนยะลา!!ก่อเหตุลอบวางเพลิง 2 จุดกลางดึก (มีคลิป)
เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดเหตุคนร้ายลงมือลอบวางเพลิงจำนวน
2 จุด ใน 2 พื้นที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งจุดแรกลอบวางเพลิงรถยนต์ของบริษัทชินวรยะลา
ในพื้นที่ อ.เมืองยะลา และจุดที่ 2 ลอบวางเพลิงโรงงานรับซื้อไม้ยางพาราในพื้นที่
อ.บันนังสตา สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน
เมื่อ 16 ก.พ.50 เวลา 00.15 น. คนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน
ลอบวางเพลิง รถยนต์กระบะ ได้รับความเสียหาย จำนวน 2 คัน, รถแม็กโค ได้รับความเสียหาย จำนวน 1 คัน และรถแท็คเตอร์ ได้รับความเสียหาย
จำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นของบริษัทชินวรยะลา ตั้งอยู่บริเวณบ้านบาตูปูเต๊ะ ม.3 ต.ลิดล
อ.เมือง จ.ยะลา
ในเวลาต่อมา เวลา 00.20 น.
คนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ลอบวางเพลิง บริษัท HPV พาราวู๊ด
โรงงานรับซื้อไม้ยางพารา โรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ บ.ป่าหวัง ม.1 ต.บันนังสตา
อ.บันนังสตา จ.ยะลา ส่งผลให้โรงงานได้รับความเสียหาย หลังทำการก่อเหตุคนร้ายได้โปรยตะปูเรือใบ
บนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) บ.ป่าหวัง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำการติดตาม
จากการก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์
ซึ่งเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันน่าจะเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง มุ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน
และสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่.
15 กุมภาพันธ์ 2560
"ครอบครัววาเลนไทน์ใต้สุดสยาม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน"
บรรดาคู่รักในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา กว่า 20 คู่ ต่างจูงมือ
จดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก ภายใต้สโลแกน
"ครอบครัววาเลนไทน์ใต้สุดสยาม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน"
เมื่อวันที่14 ก.พ.60 ที่สำนักทะเบียนอำเภอเบตง ที่ว่าการอำเภอเบตง จังหวัดยะลา บรรดาคู่รักในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา กว่า 20 คู่
ต่างจูงมือเข้าร่วมโครงการจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก
ภายใต้สโลแกน "ครอบครัววาเลนไทน์ใต้สุดสยาม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" เพื่อสนับสนุนการรักษาสิทธิและสถานภาพบุคคล และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีแก่สถาบันครอบครัว โดยมีนางสาวนนท์ลภัส ชูสอน ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้แก่คู่รักที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้
ภาพบรรยากาศการจดทะเบียนสมรสนั้น ทางอำเภอได้จัดสถานที่
จดทะเบียนสมรส ด้วยการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม
เพื่อรองรับบรรยากาศของวันแห่งความรัก พร้อมทั้งถ่ายรูป และมอบเสื้อยืด เบตง วาเลนไทน์ใต้สุดสยาม และพระเครื่อง หลวงปู่ทวด รุ่น เบตง 111 ปี ให้แก่คู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรักในครั้งนี้อีกด้วย.
จดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก ภายใต้สโลแกน
"ครอบครัววาเลนไทน์ใต้สุดสยาม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน"
ต่างจูงมือเข้าร่วมโครงการจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก
ภายใต้สโลแกน "ครอบครัววาเลนไทน์ใต้สุดสยาม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" เพื่อสนับสนุนการรักษาสิทธิและสถานภาพบุคคล และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีแก่สถาบันครอบครัว โดยมีนางสาวนนท์ลภัส ชูสอน ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้แก่คู่รักที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้
ภาพบรรยากาศการจดทะเบียนสมรสนั้น ทางอำเภอได้จัดสถานที่
จดทะเบียนสมรส ด้วยการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม
เพื่อรองรับบรรยากาศของวันแห่งความรัก พร้อมทั้งถ่ายรูป และมอบเสื้อยืด เบตง วาเลนไทน์ใต้สุดสยาม และพระเครื่อง หลวงปู่ทวด รุ่น เบตง 111 ปี ให้แก่คู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรักในครั้งนี้อีกด้วย.
14 กุมภาพันธ์ 2560
14 กุมภา วันแห่งความรัก "จากใจภรรยาตำรวจผู้กล้า"ชั่งยิ่งใหญ่...เกือบ 4 ปียังทำหน้าที่ ไม่ทอดทิ้งสามีบาดเจ็บจากปลายด้ามขวาน !??
3 ปี 4 เดือน ผ่านไปแต่ครอบครัวนี้ยังดูแลเอาใจใส่กันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องราวของครอบครัวตำรวจผู้เสียสละ ส.ต.ต. พรประสิทธิ์ ขวัญขาว ผู้เอาชีวิตปกป้องปลายด้ามขวานจนตัวเองต้องบาดเจ็บหนักและนอนบนเตียงมากว่า 3 ปี 4 เดือน โดยมีภรรยาคู่ชีวิตคอยดูแลมิห่าง คุณสุวรรณดี สินทอง พร้อมพยานรักอีก 2 คน น้องเดฟและน้องฟ้าใสบทพิสูจน์รักแท้รักที่ไม่มีข้อแม้ใดๆ ของครอบครัวผู้เสียสละ
จากโพสต์ของน้อง สุวรรณดี สินทอง 14 ก.พ. 2560
"หลายคนเคยถามดีว่าทำไมถึงยังรักและดูแลกัน คำตอบเดียวคือ ก่อนเจ็บพี่วันดูแลเอาใจใส่ดีทุกอย่าง ถึงวันที่เขาล้มหมอนนอนเสื่อ ดีเลยต้องดูแลเขาให้เหมือนที่เขาเคยดูแลเรา เป็นคติเตือนใจให้หลายๆคู่ อยู่ด้วยกันควรจะรักดูแลเอาใจใส่กัน เพราะไม่ใครรู้อนาคตวันข้างหน้าเมื่อมีความดีให้กันและกันถึงวันล้มหมอนนอนเสื่อก้อต้องดูแลกันแต่ถ้ามีแต่สิ่งที่ไม่ดีให้กัน ไม่มีใครที่จะดูแลคนที่ทำไม่ดีกับเราได้ เพราะฉะนั้นจงรัก และดูแลเอาใจใส่กันให้ได้ทุกๆวันนะค่ะ"
เรื่องราวที่เราเคยโพสไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
การเป็นแม่ ว่ายากแล้ว การเป็นทั้งพ่อและแม่ยากกว่า แต่ผู้หญิงคนนี้เธอเป็นทั้งพ่อทั้งแม่และภรรยาที่ต้องคอยดูแลสามีด้วย สำหรับเรานั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่เธอคนนี้ก็ทำได้ .... หัวใจของเธอ หัวใจความเป็นแม่ของเธอมันชั่งยิ่งใหญ่จริงๆ ... อยากให้อ่านเรื่องราวสั้นๆ ของผู้หญิงคนนี้ .... แล้วร่วมเป็นกำลังใจให้ชีวิตทั้ง 4 และหยิบยื่นความรักความห่วงใยแด่ครอบครัววีรบุรุษชายแดนใต้ในวันที่เขายังมีชีวิตอยู่ให้พวกเรามีโอกาสได้ดูแล ....ใครจะรู้ว่าการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนตำรวจที่ตกอยู่ในอันตรายจะทำให้น้องวัน (สตต พรประสิทธิ์ บัวขาว) ต้องบาดเจ็บสาหัสพร้อมเพื่อนอีก 6 คนและทำให้เพื่อนตำรวจอีก 4 คนต้องเสียชีวิตจากการถูกลวงให้พวกเขาเข้าไปช่วยเพื่อนๆ ตำรวจ ที่ถูกลอบระเบิดและถูกซุ่มยิงซ้ำ พวกเขาเข้าไปช่วยตามคำร้องขอกำลังเสริม แต่ใครจะคาดคิดว่าโจรชั่วมันวางแผนปลิดชีวิตเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง โดนการถูกโรยตะปูเรือใบจนทำให้รถเสียหลักคว่ำ แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำแล้วใครจะทำ ถ้าพวกเขาไม่เสี่ยง เพื่อนๆ พวกเขาต้องตกอยู่ในอันตราย ..... ชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนใต้มันเป็นมากกว่าที่คนภายนอกจะเข้าใจ
เหมือนกับเป็นความโชคดีที่สามีตนรอดตายแต่บาดเจ็บสาหัส หญิงตั้งครรภ์อ่อนๆ กับลูกชายวัย 9 คนอีกหนึ่งคน (น้องเดฟ) กับการดูแลสามีเจ็บสาหัส มันไม่ง่ายเลย แต่เธอก็ทำได้ .....จากคำบอกเล่าของเธอ น้องดี (สุววรณดี สินทอง ภรรยาน้องวัน) .... วันที่เกิดเหตุน้องวันและน้องดีได้คุยกันตอนเช้าไม่กี่นาที วันบอกดีเพียงว่าพักรอบกลับบ้านไปจะพาดีไปฝากท้อง แล้วก็ต้องรีบวางโทรศัพท์ไปเพราะวันต้องรีบออกปฏิบัติหน้าที่แล้วจะโทรหาดีอีกทีตอนเที่ยง แต่พอตอนเที่ยงดีก็ติดทำผมลูกค้าไม่ได้รับสาย ใครจะคิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาทั้ง 2 ได้คุยกัน และเป็นครั้งสุดท้ายที่วันได้โทรหาดี
เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของดีกำลังจะเกิดขึ้น บ่าย3กว่าของวันนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น น้องที่รู้จักกันโทรมาบอกว่า แฟนของเค้าเสียชีวิต ตอนนั้นรู้เลยว่าสามีของดีต้องเจ็บด้วยแน่ๆ เลยโทรถามเพื่อนสามีได้คำตอบว่าเจ็บหนักมาก อาการน่าเป็นห่วง ฟังยังไม่ทันจบ ดีก็เป็นลมไม่ได้สติ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็รีบไปนราธิวาสทันที .....ตลอดระยะเวลาที่วันรักษาตัวอยู่ ดีคอยดูแลวัน ดูแลน้องเดฟ และดูแลตัวเองเพื่ออีกชีวิตที่อยู่ในท้องเป็นอย่างดี สู้กับชีวิต สู้กับความรู้สึกที่ท้อแท้ มีความหวังเสมอว่าวันจะหายดี มีความหวังเสมอว่าอาการของวันจะดีขึ้น น้องเดฟพูดกับดีว่า "พ่อเจ็บได้ ก็ต้องหายดีได้ครับแม่" น้องเดฟเป็นกำลังใจให้ดีเสมอ หลายครั้งที่เดฟคิดถึงพ่อ สงสารพ่อ สงสารแม่ แต่เดฟไม่สามาถทำอะไรได้มาก เดฟทำให้เพียงเดินเข้าไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำเพราะไม่อยากให้แม่เห็น คนเป็นแม่ปวดใจนักที่เห็นลูกต้องทุกข์ใจ ดีทำได้เพียงต้องเข้มแข็งเพื่อลูกต้องสู้เพื่อวัน
โจรใต้ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุด รปภ.ครู ในพื้นที่ อ.สายบุรี ไร้เจ็บ
เมื่อเวลาประมาณ 07.50 น. วันนี้ (14 ก.พ.) พ.ต.อ.มานะ เดชาวริษฎ์ ผกก.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดบริเวณ ม.1 ต.บือเระ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบเจ้าหน้าที่พรานทหาร สังกัดร้อย ทพ.4411 กรมทหารพรานที่ 44 จำนวน 7 นาย ยืนคุมเชิงพื้นที่หลังเกิดเหตุระเบิด แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ในที่เกิดเหตุพบเพียงชิ้นส่วนระเบิด ตรวจสอบวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ พบเศษชิ้นส่วนถังแก็สปิคนิค สีฟ้า ขนาด 7 กก. วิทยุสื่อสารที่ใช้ในการจุดระเบิด แบตเตอรี่ ขนาด 1.5 โวลต์ จำนวน 28 ก้อน และขนาด 9 โวลต์ จำนวน 4 ก้อน กล่องพลาสติกบรรจุวงจรจุดระเบิด จำนวน 1 กล่อง กระจายไปทั่วบริเวณ
จากการสอบสวนทราบว่า หน่วยกำลังชุดดังกล่าวได้เดินออกลาดตระเวนเส้นทางในทุกเช้า เพื่อดูแลความปลอดภัยเส้นทางที่ครูต้องเดินทางไปโรงเรียน แต่ปรากฏว่า เมื่อเดินมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายก็ได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ซึ่งวางเอาไว้ริมถนน เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
ไทยจับมือชาติอาเซียนทลายแก๊งยาเสพติด เชื่อมีส่วนหนุนป่วนใต้!!
หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของไทยได้ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในการปราบปรามแก๊งค์ค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ผ่านทางใต้ลงไปมาเลเซีย
ซึ่งพลเอกอุดมเดช สีตบุตร
ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า
มีความเป็นไปได้ที่ผู้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีส่วนในประโยชน์การทำผิดกฎหมายนี้ เพื่อเติมเชื้อไฟให้แก่สถานการณ์รุนแรงในภาคใต้
“เรื่องนี้
มองว่าเป็นไปได้ที่ผู้ก่อเหตุใช้ประโยชน์จากการทำผิดกฎหมายเหล่านี้
เราควรต้องกวดขันสิ่งเหล่านี้ต่อไป ต้องพยายามดูแล
เพราะเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับการหาเงิน
รับจัดหาที่ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในพื้นที่” พลเอกอุดมเดช สีตบุตร
กล่าวแก่เบนาร์นิวส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
พลเอกอุดมเดช
ได้กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ที่กองพลทหารราบที่ 15 ในอำเภอหนองจิก ปัตตานี
หลังจากที่ทางกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้จับกุมตัวไซซะนะ แก้วพิมพา
นักค้ายารายใหญ่ชาวลาว ไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม ศกนี้
และได้ขยายผลการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นนักค้ายาในมีความเชื่อมโยงกัน
รวมอย่างน้อย 11 ราย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สมหมาย
กองวิสัยสุข ผบช.ปส. ได้กล่าวในการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า “ที่เราจับนี่คือผึ้งอีกรังนึง
ไซซะนะคือผึ้งรังนึง อันนี้คือผึ้งทางใต้ ไม่ต้องกังวล นี่คือเด็กๆ
ยังมีใต้ดินอีกเยอะมาก เราจะค้นให้เจอ”
ในก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.สมหมาย
ได้กล่าวแก่สื่อมวลชนว่า ทางการไทยได้ติดตามนายไซซะนะ มาประมาณห้าปี
ก่อนที่จะสามารถจับกุมตัวได้โดยทางการลาวให้ข้อมูลมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ในวันที่ 19 มกราคม ตำรวจปราบปรามยาเสพติดและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ร่วมกันจับกุมตัวนายไซซะนะ ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในกรุงเทพฯ
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจค้นเป้าหมายต่างๆ อีกหลายแห่ง
จึงสามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้อีก 3 ราย คือ นายชุมพร พนมไพร
ในจังหวัดอุดรธานี นายปุ่น ชรินทร์ ในจังหวัดสกลนคร และนางสาวอ้อยทิพย์ ปัญญารักษ์
จังหวัดสกลนคร พร้อมยึดทรัพย์เป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก และอื่นๆ
มูลค่ารวมกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท
ปัจจุบัน นายไซซะนะ
ถูกฝากขังในระหว่างการสอบสวน ในเบื้องต้นได้สารภาพตลอดข้อหา ส่วนทางการลาวได้ยึดทรัพย์สินนายไซซะนะ
เป็นบ้านหรูห้าหลัง สวนยางพารากว่า 1,200 ไร่ รถยนต์หรู 9 คัน
ทั้งยังมีความใกล้ชิดกับกลุ่มไฮโซทั้งลาวและไทย เช่น นายอัครกิตติ์
วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบ๊นซ์ เรซซิ่ง” สามีดาราสาวของไทยคนหนึ่ง
และล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนางสาวบุหลัน
ธารีสืบ และนายจิตรภานุ แซ่เฮง ขณะขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์
ได้ที่ในนาหม่อม จังหวัดสงขลา ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ยึดทรัพย์สิน จำนวน 65 รายการ มูลค่ารวม 68 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่า นางสาวบุหลัน ธารีสืบ
ภรรยาของ นายมามะรุสลัน ดรอแม และบุคคลในเครือข่าย
ยังมีการดำเนินการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดมาโดยตลอด
และได้นำเงินพร้อมทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดซุกซ่อนไว้
ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายศิรินยาทร์ สิทธิชัย เลขาธิการ ปปส.
กล่าวว่า นางสาวบุหลัน เป็นภรรยาขอ งนายมามะรุสลัน ดรอแม นักค้าชาวไทย
ที่โดนตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซียจับกุมตัวพร้อมกับนายซูลคิฟิ บิน อิบราฮิม
ชาวมาเลเซีย พร้อมยาบ้า 70,000 เม็ด ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 ทั้งสองถูกศาลมาเลเซียตัดสินจำคุก 5 ปี 4 เดือน
ส่วนในประเทศมาเลเซีย นายโมฮัด มุกตาห์ โมฮัด
ชารีฟ ได้กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวเบนาร์นิวส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดของมาเลเซียสามารถจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้
รวม 5
ราย เป็นคนมาเลเซีย 4 ราย และเป็นคนไทย 1 ราย ในกลันตันทั้งหมด
ถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติดที่มีผลต่อจิตประสาท
แต่ไม่ได้ระบุชื่อคนไทยให้ชัดเจนว่าชื่ออะไร
พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า หนึ่งในผู้ต้องหา 5 รายนั้น คือ นายกามารุดิน บิน อาวัง (Kamarudin
Bin Awang) หรืออีกชื่อหนึ่ง
คือ นายไซนุเด็ง มะ ซึ่งเป็นลูกเขยของ นาย มะรินิง จาโก
หัวหน้าเครือข่ายยาเสพติดจากทางภาคเหนือและภาคอิสาน
ที่เจ้าหน้าที่ได้คอยติดตามความเคลื่อนไหวมาหลายปีเช่นกัน ซึ่งทาง พล.ต.ท.สมหมาย
กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องการที่จะสอบปากคำ นายกามารุดิน บิน อาวัง ด้วยเช่นกัน
สำหรับเครือข่ายยาเสพติดที่เชื่อมโยงกันนี้
ยังมีผู้ต้องหาสำคัญเป็นคนนราธิวาส ที่หลบหนีไปอยู่ในประเทศลาว ตั้งแต่ปี 2555 โดยทางการไทยตั้งค่าหัว 2 ล้านบาท คือ นายอุสมาน สแลแมง
ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่ายของ นายมามะรุสลัน ดรอแม สามีของนางสาวบุหลัน ธารีสืบ
อีกชั้นหนึ่ง
เชื่อมโยงกับความรุนแรงในชายแดนใต้หรือไม่
ผู้อำนวยการชุดปฏิบัติการพิเศษภัยแทรกซ้อน
สำนักข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวเมื่อปีที่ผ่านมาว่า
ปัญหาจากภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ ทั้งขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ขบวนการค้ายาเสพติด
บ่อนการพนัน สินค้าหนีภาษี เป็นต้น
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ โดย 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของอุดมการณ์
และ 20
เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของขบวนการธุรกิจมืด ซึ่งมีเงินหมุนเวียนถึงเดือนละ 500-1,000 ล้านบาท
ในเรื่องนี้ พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์
อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวของศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กล่าวว่า
ยาเสพติดเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงในภาคใต้
ขบวนการค้ายาเสพติดจะสนับสนุนการเงินให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
เพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรงที่เป็นการขัดขวางการตรวจจับของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
รวมทั้งนำเงินที่ได้ไปใช้ซื้อหาวัสดุอุปกรณ์การก่อเหตุ เพื่อใช้ในการปฏิบัติ
เพื่อวัตถุประสงค์ในการแบ่งแยกดินแดนของตน
“ถ้ารัฐบาลตัดเรื่องยาเสพติดออกไปได้
เท่ากับว่าแก้ไขปัญหาไฟใต้ไปได้ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสามารถตัดเงินทุนในการปฏิบัติการออกไปได้
ประการที่สอง จะไม่มียาเสพติดถึงมือเยาวชน
ทำให้ไม่ล่อแหลมต่อการถูกหลอกให้เข้าสู่ขบวนการก่อความไม่สงบ” พลโทนันทเดช กล่าวแก่เบนาร์นิวส์
ด้าน พล.ต.ท.สมหมาย
กล่าวแก่สื่อมวลชนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ทุกครั้งที่มีการระดมจับยาเสพติด ความรุนแรงในภาคใต้จะลดลงอย่างไร
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ยิงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปิยามุมัง ปัตตานี
และรายอื่นๆ อีกสามราย ในยะลา และนราธิวาส
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












