3 เมษายน 2561

รู้จัก “ปอเนาะ-ตาดีกา-รร.เอกชนสอนศาสนา” วิถีการศึกษาชายแดนใต้



การเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทยเนื่องจากเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดวิถีชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีการใช้ภาษาทั้งไทยและมลายู ในด้านการศึกษาก็มีทั้งโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญมากต่อเด็กที่นี่ และมักมีคำถามว่า เรียนอะไร? อย่างไร?

โดยทั่วไปเราจะรู้จักระบบการเรียนขั้นพื้นฐานว่ามีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนสังกัด สพฐ.ในแต่ละพื้นที่จะปรับรายละเอียดการสอนให้เหมาะสมตามแต่ละพื้นที่

ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีระบบการเรียนนี้เช่นกัน และมีการปรับรูปแบบบางอย่างให้เข้ากับท้องถิ่น ซึ่งเป็นรูปแบบพหุวัฒนธรรมของผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม เช่น การอ่านอัลกุรอานแบบกีรออาตีย์ โดยเน้นความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้อง การแต่งกายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตมุสลิม การปรับนี้ไม่มีผลกระทบกับนักเรียนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ

แต่ระบบการเรียนที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆอย่างชัดเจนก็คือโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ จะได้แก่โรงเรียนเอกชน แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมี 3 ระบบการเรียนหลัก คือ โรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา


 “ตาดีกา” โรงเรียนจริยธรรมวันหยุด

โรงเรียนตาดีกาหรือศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด เป็นโรงเรียนสอนจริยธรรม ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ คือ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล มีโรงเรียนตาดีกาทั้งหมด 2,083 แห่ง เปิดสอนเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อายุระหว่าง 5-12 ปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับ ส่วนมากจะสอนในชุมชนหรือมัสยิดที่เยาวชนเดินทางไปเรียนได้อย่างสะดวกไม่ไกลเกินไปนัก

นายแวดาโอะ หะยีซาเม๊าะ ประธานตาดีกาจังหวัดยะลา อธิบายรูปแบบการเรียนการสอนว่า โรงเรียนตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเบื้องต้นให้กับเด็ก เน้นการสอนจริยธรรม การอ่าน-เขียน ภาษามลายู รวมถึงการประกอบศาสนกิจ โดยผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในชุมชนเป็นผู้สอน

“เพื่อให้เด็กมีจริยธรรม เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวมลายู เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนปกติในช่วงวันจันทร์-ศุกร์นักเรียนได้เรียนภาษาไทยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเน้นเรียนภาษามลายูและหลักศาสนาเป็นหลัก” นายแวดาโอะ กล่าว


 "สถาบันปอเนาะ" ผลิตครูสอนศาสนา

ปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามในรูปแบบดั้งเดิม ในพื้นที่ 5 จังหวัดมีทั้งหมด 441 แห่ง โดยเน้นการศึกษาหลักศาสนาอิสลาม แต่เดิมผู้เรียนจะเรียนในกระท่อมจึงเป็นที่มาของการเรียกว่า "ปอเนาะ" เปิดรับผู้เรียนตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและเรียนไปได้ตลอดชีวิต เนื่องจากเน้นการสอนศาสนา มีผู้ดูแลคือโต๊ะครูหรือ "บาบอ" ผู้มีความรู้ สอนแบบไม่แบ่งแยกชั้นและอายุ เรียนอย่างเรียบง่าย โดยการสอนหลักศาสนา การอ่านคัมภีร์ตลอดจนการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

บาบอ อัสมัน สิเดะ เจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะมะฮัดดารุลเราะห์นะห์ ต.มะนังตาลำ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เล่าว่า การเรียนการสอนของสถาบันปอเนาะจะนั่งเรียนกับพื้น เพื่อสอนให้เด็กรู้จักถ่อมตน ไม่แบ่งชั้นสูงชั้นต่ำ การเรียนโดยหลักคำสอนของศาสดา คือเป็นการเรียนไปตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่คลอดจากท้องแม่จนถึงสิ้นชีวิต โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ ต้องศึกษาหาความรู้ ต้องนั่งฟังคนที่ให้ความรู้หากไม่มีโอกาสเรียน และการสอนผู้อื่น กิจกรรมการเรียนในแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น.เพื่อสวดมนต์ขอพรจากองค์พระอัลเลาะห์ มีละหมาด 5 เวลา ฝึกวิชาชีพ และเรียนจนถึงเวลา 22.00 - 24.00 น. ก็จะพักผ่อน

 ผู้ที่เรียนปอเนาะเป็นหลัก หลังจบการศึกษาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสนาได้รับความนับถือจากชุมชนและเป็นผู้นำในการประกอบพิธีทางศาสนาหรือ “อิหม่าม” ซึ่งมีภารกิจในการเผยแพร่ศาสนาต่อไป ด้วยการเปิดสถาบันปอเนาะและผันตัวเองไปเป็นครูผู้สอน โดยครูผู้สอนจะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญ มีความเข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง จนสามารถไปเผยแพร่ต่อได้แล้วหรือไม่

 “ปอเนาะเป็นที่รองรับเด็กทั้งหมดทั้งที่เรียนสามัญและเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา และเป็นสถานที่กลั่นกรองให้คนสะอาด แต่ขณะนี้มีความแตกต่างจากสมัยก่อนที่เรียนกันถึง 20 ปี แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปจะเรียนไม่ถึง 20 ปี ส่วนใหญ่จะเรียนอย่างมาก 16 ปี แต่ปัจจุบันจะเรียนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 7 ปี ซึ่งยากต่อการไปเปิดสถาบันปอเนาะหรือเผยแพร่ต่อ” บาบอ อัสมัน สิเดะ กล่าว


 ฮิตสุด "รร.เอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ"

สภาพสังคมปัจจุบันทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสิ่งที่จะนำไปประกอบอาชีพได้ ความต้องการเรียนวิชาการสายสามัญจึงมากขึ้น ขณะเดียวกันได้เรียนศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจพร้อมกันไปด้วย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับความต้องการนี้ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเปิดสอนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนมากที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือราวร้อยละ 60 ของโรงเรียนทั้งหมด เนื่องจากสอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลางไปจนถึงโรงเรียนขนาดเล็ก

ดาโต๊ะ นายนิเดร์ วาบา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา จ.ปัตตานี บอกว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาปัจจุบันพัฒนาจากอดีตอย่างมากเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเป็นอย่างดี โดยมีการเรียนทั้งวิชาสามัญและศาสนา

นายสุวิทย์ บูรณศิลป์ หรือ อุซตะอาลี ครูโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา จ.ปัตตานี อธิบายถึงการจัดการศึกษาที่โรงเรียนว่า ครอบคลุมทุกสาระวิชาในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยคาบเรียนช่วงเช้าจะเรียนวิชาศาสนาในเวลา 08.20 -12.20 น. ประกอบด้วย 3 สาระสำคัญ คือ 1) สาระศาสนา ประกอบด้วย อัลกุรอาน อัลฮาดิษ ฟิกส์ 2) สาระสังคม ประกอบด้วย ประวัติศาสตร์อิสลาม อัคลาส และ 3) สาระหลักภาษา ประกอบด้วย ภาษาอาหรับ ภาษามลายู


 ช่วงบ่าย 13.10 -16.00 น. จะเรียนวิชาสามัญ เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปคือ ภาษาไทย สังคม อังกฤษ วิทยาศาสตร์ และจะมีห้องพิเศษหรือห้องต้นแบบที่จะเน้นด้านวิชาการเพิ่มเติมในช่วงวันเสาร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

“นักเรียนเรียนสายสามัญเพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคตและเรียนศาสนาเพื่อควบคุมการประกอบอาชีพให้อย่างสุจริต โดยโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นโรงเรียนที่สร้างมาเพื่อช่วยเหลือรัฐในส่วนที่รัฐไม่สามารถจัดการเรียนการสอนครอบคลุมได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของโรงเรียน” นายสุวิทย์ระบุ

โรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยยืนยันว่านักเรียนมีผลสำเร็จการศึกษา เห็นได้จากการที่แต่ละปีมีนักเรียนที่สอบเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีทั้งคณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ รวมถึงการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น และมีศิษย์เก่าของโรงเรียนประกอบอาชีพในหลากหลายสาขาวิชาในพื้นที่ทั้งแพทย์ ตลอดจนนายอำเภอในพื้นที่ด้วย

--------------------- 

ข้อมูลข่าวโดย ไทยพีบีเอส

งัดหลักฐานโรงเรียนบากงทุจริตเงินอุดหนุนรัฐ จ่ายเงินรายเดือนเลี้ยงโจร (มีคลิป)




เมื่อวันที่ 2 เม.ย.61 ที่มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พลตรี จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ร่วมแถลงข่าว การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานมายืนยัน ว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีความเกี่ยวโยงกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ 



หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบภายในโรงเรียนบากงพิทยา บ้านบากง ตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ผลการดำเนินการ ตรวจพบเอกสารปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ถังดับเพลิงและถังแก๊สปิกนิก ที่เก็บไว้ในลักษณะอำพรางซุกซ่อน ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่อาจมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย และตรวจพบหลักฐานการทุจริต งบประมาณในการอุดหนุนการศึกษาของรัฐการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อำพรางเป็นบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในโรงเรียน


ด้านพลตรี จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีพฤติกรรมการทุจริตงบประมาณของรัฐในการให้การสนับสนุนการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย

1.บัญชีรายนักเรียนที่ไม่ตรงกับจำนวนที่เข้าเรียนจริง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีนักเรียนที่ มิได้เข้าเรียนจริงจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้ พิสูจน์แล้วยืนยันว่าไม่ได้เข้าเรียน จำนวน 3 คนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ

2.ใบเสร็จรับเงินที่จัดซื้อหนังสือเรียน ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า ได้จัดซื้อจริงเพียง ร้อยละ20 ส่วนที่เหลือให้ร้านค้าเขียนใบเสร็จเต็มจำนวนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง

3.มีการจ่ายค่าตอบแทนครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน ให้ครูที่บรรจุตามวุฒิ รายละ15,000 บาท แต่โรงเรียนจ่ายให้ประมาณ 7,000-8,000 บาท โดยอ้างว่า เป็นความสมัครใจของครู เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้บรรจุตามวุฒิ

4. มีการจ่ายค่าเสี่ยงภัยของครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้ครู รายละ2,500 บาทต่อเดือน แต่โรงเรียน จ่ายให้เพียง 1,000-1,500 บาท โดยอ้างว่าต้องนำมาเฉลี่ยให้ครูที่ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว และ

5.หลักฐานที่ใช้เพื่อเบิกงบประมาณของรัฐ พบว่ามีสถานประกอบการห้างร้านที่เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายแห่ง จึงทำการตรวจสอบ พบหลักฐานการเขียนใบเสร็จเกินจริงโดยร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี พบหลักฐานใบเสร็จ และเอกสารสั่งให้ดำเนินการออกใบเสร็จให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง แนบอยู่กับใบเสร็จดังกล่าวด้วยว่าให้ซื้อสินค้ามูลค่า 720,258.52 บาท ยอดเขียนใบเสร็จ 1,772,495 บาท  ซึ่งมีส่วนต่าง 1,052,236.48 ค่าบิล 84,158.90 บาท แสดงให้เห็นว่า มีการร่วมกันกระทำการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกงบประมาณจากรัฐและเมื่อทำการตรวจสอบไปยังโรงเรียนดังกล่าวก็พบหลักฐานที่ตรงกันกับที่ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนีออกให้จริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและสอบปากคำไว้แล้ว


ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า โรงเรียนบากงพิทยายังได้มีพฤติกรรมให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยจากการตรวจค้นพบว่า โรงเรียนบากงพิทยา ได้จ่ายเงินรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้ก่อเหตุร้ายหลายคดี ประกอบด้วย การก่อเหตุเผาหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยางเมื่อ 2 ก.พ.59 ก่อเหตุ กราดยิงบ้านเรือราษฎรที่ริมถนนหมายเลข 43 แยกดอนยาง อำเภอหนองจิกเป็นเหตุให้ราษฎรบาดเจ็บ 8 ราย เมื่อ 15 ก.ค.59 และก่อเหตุระเบิด/เผาสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยางเมื่อ 2 พ.ย.59 โดย ถูกจับกุมเมื่อ พ.ย.๖๐ ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำอยู่ระหว่างดำเนินคดีปรากฏหลักฐานว่าโรงเรียนได้จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ตั้งแต่ ปี 54 เรื่อยมาทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน 

นอกจากนี้ พบพฤติกรรมอำพรางในการสนับสนุนเงินผ่านบุคคลากรทางการศึกษาที่เป็นเครือญาติของ นายเมาลานา สาเมาะ แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ท่ากำชำ และ นายอับดุลสะตอปา สุหลง แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สำหรับ นายเมาลานา สาเมาะ เป็นบุคคลที่ถูกสำนักงาน ปปง.ขึ้นบัญชีประกาศรายชื่อเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอีกด้วย และน่าเชื่อว่า มีการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงรายอื่นๆ อีกหลายคนโดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านผู้ที่ถูกแอบอ้างเป็นบุคคลากรทางการศึกษาบางคนในโรงเรียน หน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบเฉพาะพื้นที่จังหวัดปัตตานี พบหลักฐานที่น่าเชื่อว่า มีโรงเรียนบางแห่งที่มีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณของรัฐ เป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐประมาณ ปีละไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ทำให้เยาวชนที่อยู่ในวัยการศึกษาตามระบบการศึกษาภาคบังคับเสียโอกาสทางการศึกษา หรือเสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ ปีละ 101,000 คน คน จากนักเรียนทั้งหมด165,072 คน มีครูที่ได้รับการการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเป็นค่าตอบแทนรายเดือน เสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ 4,000 คน ทั้งนี้ ประมาณการจากหลักฐานที่ปรากฏและการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง พบว่า งบประมาณของรัฐได้ถูกใช้จริงเพียงร้อยละ 40 มีการทุจริตประมาณ ร้อยละ 60 จากเงินอุดหนุนการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ปีละประมาณ1,260 ล้านบาท ถูกเบียดบังไปเพื่อประโยชน์โดยทุจริตประมาณ ปีละ 760 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าอำพรางด้วยรายชื่อของบุคคลากรทางการศึกษาซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีคุณวุฒิด้านใดและมีความเหมาะสมอย่างไร ทั้งนี้ พบว่าโรงเรียนบางแห่งมีพฤติกรรมให้การสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงอีกด้วย  

ต่อข้อถามเกี่ยวกับโรงเรียนในพื้นที่ขณะนี้มีกี่โรงนั้น พล.ต.จตุพร ระบุว่า จากการตรวจสอบขณะนี้พบว่าโรงเรียนที่เหมือนลักษณะเดียวกันและเป็นแหล่งบ่มเพาะมีจำนวน 6 แห่งที่มีเข้าข่ายทุจริตและเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง ทางกองทัพจะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมให้ชัดเจน ทาง ฉก.ปัตตานี ขอความร่วมมือบุคลากร ทางการศึกษาที่ถูกแอบอ้างชื่อเพื่อเป็นเส้นทางสนับสนุนความรุนแรง และถูกริดรอนสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับขอให้แจ้งมาทางเจ้าหน้าที่หรือตนโดยตรง ตนจะเร่งเข้าช่วยเหลือโดยทันที ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยร่วมมือกับ ฉก.ปัตตานี

2 เมษายน 2561

ทภ.4 ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์โรงแรมดังภูเก็ต

 
เมื่อ 2 เมษายน 2561 เวลา 0900 พันเอก ปราโมทย์  พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เปิดเผยว่าตามที่ได้ปรากฏข่าวในสื่อออนใลน์ข้อความกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ดังที่ได้มีการแชร์เผยแพร่และแสดงความคิดเห็นเชิงลบอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมานั้น
 

               กองทัพภาคที่ 4 /กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้
               จากการตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 27 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมป่าตอง พารากอน จังหวัดภูเก็ต โดย ร้อยตรี วัฒนชัย คล่องประดิษฐ์ หัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย สังกัดกรมทหารราบที่ 25 ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประสานกับผู้บริหารโรงแรมดังกล่าวว่า พันโท สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม คณะทำงานชุดเฉพาะกิจกองทัพภาคที่ 4 จะเดินทางมาพบ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากพนักงานของโรงแรมป่าตอง พารากอนว่าถูก นายวิศิษฐ์ เอี่ยมวิโรชน์ฤทธิ์ กรรมการบริหารโรงแรมดังกล่าว และพวกข่มขู่และกดดันให้ออกจากการเป็นพนักงานของโรงแรม ทำให้เกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากนายวิศิษฐ์ฯ และพวกแต่อย่างใด ซึ่งได้ปรากฏข้อความและคลิปที่ได้มีการเผยแพร่ไปแล้ว และต่อมาพันโท สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ได้เดินทางมาชี้แจงรายละเอียดและเหตุผลในการขอตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยนายวิศิษฐ์ฯ แจ้งว่าขอเวลารวบรวมเอกสารหลักฐาน และจะเดินทางไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 2 เมษายน 2561
               การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมาตรา 44 และคำสั่งที่ 13/2559 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ และคุกคามจากผู้มีอิทธิพล ทำให้เกิดความหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดอาญาที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยจึงจำเป็นต้องเข้าทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนโดยปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนทุกประการพร้อมกันได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานโดยชอบ ด้วยกฎหมายมิได้มีการทำร้ายร่างกาย ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเพื่อเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์แต่อย่างใด
               การเผยแพร่คลิปที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการตัดต่อเพียงบางส่วนพร้อมข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้วถือเป็นการเจตนาสร้างความเสื่อมเสียให้เจ้าหน้าที่รัฐและทำลายภาพลักษณ์ของกองทัพภาคที่ 4 ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อจัดระเบียบสังคมขจัดอิทธิพล อำนาจมืด ธุรกิจผิดกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันแจ้งเบาะแสจนนำสู่การแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วสำหรับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่ปรากฏ กองทัพภาคที่ 4 / กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 จะพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายตามความเหมาะสมต่อไป

1 เมษายน 2561

เปิดปมกรณีกระแสโชเชียลแห่แชร์คลิป! จนท.ทหารมีอำนาจตรวจสอบหรือไม่!!



เปิดปมกรณีกระแสโชเชียลแชร์คลิป! ชายแต่งชุดทหารพบผู้บริหารโรงแรมภูเก็ต บอกเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล Cheng Yeap C โพสต์คลิปผ่าน Youtube เป็นการพูดคุยของชายแต่งกายเครื่องแบบคล้ายเจ้าหน้าที่ทหาร 3 คนพกปืน กับผู้ประกอบการหรือผู้บริหารโรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต โดยหนึ่งในนั้นพูดว่าใช้มาตรา 44 ในการมาครั้งนี้ รวมทั้งบอกให้ผู้บริหารรายนี้อยู่รอผู้บังคับบัญชาก่อน โดยโพสต์เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 61 

ผู้บริหารโรงแรมรายนี้ตอบกลับว่า “ผมจะไม่อยู่ แล้วจะดูว่าคุณจะทำอะไรผม ก็ผมอยากลองไง ผมบอกเลยนะขบวนการของคุณเนี่ยเดี๋ยวผมจะล้างให้หมด คุณทำเรื่องอะไร คุณมายุ่งกับกิจการเรื่องภายในของผมเรื่องอะไร ขอเหตุผล”

ร.ต.วัฒนชัยฯ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่?   

          ร.ต.วัฒนชัย   คล่องประดิษฐ์  ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย ตามคำสั่ง คสช. ที่ 13/59 ซึ่งในคำสั่งนี้ “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้น ร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นไป ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จาก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคำสั่งนี้ 

          ด้วยปรากฏว่าได้มีบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดอาญาบางประการที่เป็นภยันตราย ต่อความสงบ เรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการข่มเหง ขู่เข็ญ รังแก หรือแสดงตน อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืน หรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะเกรงภยันตรายจะเกิดแก่ตน นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีบุคคลที่ดำรงชีพด้วยการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด เป็นเจ้ามือพนัน มีพฤติการณ์ซ่องสุมอาวุธ เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์ต่างๆ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย การที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีจึงมีความยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องกำหนดกระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาที่มีลักษณะดังกล่าวเป็นพิเศษเพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินการอยู่อยู่ในปัจจุบัน อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราม การกระทำความผิดอาญา รวมทั้งคุ้มครองความสงบเรียบร้อย และระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้แก่สุจริตชน    
     
การปฏิบัติในการเข้าตรวจค้นโดยอาศัยมาตรา 44 

ทั้งนี้ มาตรา 44 ได้มอบอำนาจให้กับข้าราชการทหาร ในการปราบปรามการกระทำผิดที่ระบุไว้ข้างต้น ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้  

          1) เรียกให้มารายงานตัว ส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐาน ที่เกี่ยวกับการกระทำผิดข้างต้นในกรณีที่การสอบสวนยัง ไม่เสร็จสิ้น มาตรา 44 กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวบุคคลดังกล่าวไว้ได้ไม่เกิน ๗ วัน ในที่ที่ไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง หรือเรือนจำ ทั้งนี้ การขึ้นศาลทหาร จำกัดไว้เพียงบุคคลที่กระทำผิดต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น  

          2) จับกุมได้ทันทีเมื่อทำความผิดข้างต้นแบบซึ่งหน้า และนำส่งเจ้าพนักงานสืบสวนให้ดำเนินการต่อไป
********************

โอละพ่อ! มทภ.4 แจงคลิปทหารรีดไถเจ้าของโรงแรมดังภูเก็ต เตรียมฟ้องกลับพร้อมเช็กบิล 2 ตำรวจ



เมื่อวันที่ 1 เม.ย.60 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปทหาร 3 นาย กำลังพูดคุยกับ ผู้บริหารโรงแรม และถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย ว่าทหารใช้อำนาจไปรีดไถ และปรักปรำผู้บริหารโรงแรมว่าเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น การที่ทหารต้องไปพบเจ้าของโรงแรม ป่าตองฯ เพราะได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมและได้ส่งเรื่องมายังกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ของกองพลทหารราบที่ 5 (พล.ร.5 ) จึงได้ส่งทหารไปตรวจสอบและพูดคุยเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง อ่านข่าว : คลิปว่อน! อ้างเป็นทหารปะทะคารมผู้บริหารโรงแรม มึนแจ้งข้อหามาตรา 13

ทั้งนี้ ทางศูนย์ดำรงธรรมฯได้รับเรื่องเรียนจากอดีตพนักงานโรงแรม ที่ขาดงานช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่และถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม จึงไปร้อง โดยทางศูนย์ดำรงธรรมได้แจ้งว่าในระเบียบของโรงแรมต้องให้กรรมการอย่างน้อย 2 คนลงชื่อจึงไล่ออกได้ ดังนั้น จึงสามารถทำงานต่อได้ แต่เมื่อพนักงานคนดังกล่าว เข้าไปทำงานได้ แต่ถูกผู้บริหารโรงแรมข่มขู่และใช้อิทธิพล ใช้ตำรวจบีบให้ออกจากงาน พนักงานโรงแรมคนนี้จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนมายังบก.ควบคุม พล.ร.5 และบก.ควบคุม พล.ร.5 ได้สั่งการให้ทหารชุดปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย กรมทหารราบที่ 25 (ชป.รส.ร.25) เข้าดำเนินการตรวจสอบและรายงาน

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า ต่อมาในวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ชป.รส.ร.25 นำโดย ร.ต.วัฒนชัย คล่องประดิษฐ์ หน.ชุดฯ ได้เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้พบกับ ผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าว และได้แสดงตัวและแจ้งให้ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบตามเรื่องร้องเรียน ซึ่งผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าว ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และรับทราบเรื่องดังกล่าว และได้เชิญ ชป.รส.เข้าไปนั่งในโรงแรมตามภาพที่ปรากฏในวีดีโอ

มทภ.4 กล่าวต่อว่า ต่อมาได้มีหัวหน้า รปภ.ของโรงแรม เข้ามาพูดคุยด้วย ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นพ.ท.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม จึงได้เข้าไปที่โรงแรมได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการมาตรวจสอบครั้งนี้ และได้แจ้งกับผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าวพร้อมตำรวจทั้ง 2 นายที่คอยติดตามว่า ชป.รส.ร.25 จะขอสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกร้องเรียน จึงให้ทั้ง 3 คนมาให้ข้อมูลด้วย แต่ผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าว ได้แจ้งว่าตนเองไม่ว่าง ขอเข้ามาพบในวันที่ 2 เม.ย.นี้ และจะนำเอกสารมายืนยันว่า ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนไม่เป็นความจริง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ชป.รส.ร.25 ก็ได้นั่งพูดคุยกันต่อประมาณ 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ คลิปที่ถูกเผยแพร่ดังกล่าว ได้มีการตัดเอาภาพเฉพาะตอนที่ผู้บริหารโรงแรมคนดังกล่าว พูดแสดงความไม่พอใจในช่วงแรก มาเผยแพร่ในโซเชี่ยลฯ พร้อมข้อความที่ทำให้ ฝ่ายทหาร เสียหาย ทั้งๆ ที่ตลอดการพูดคุย หลังจากนั้น เป็นไปด้วยดี จึงทำให้สงสัยในเจตนาของบุคคลดังกล่าว

“ผมจึงให้นายทหารพระธรรมนูญเตรียมการฟ้องร้อง ทางผู้บริหารโรงแรม และบุคคลที่เผยแพร่คลิปนี้ ทั้งๆที่ทหารทำตามระเบียบถูกต้อง แต่งเครื่องแบบ และแสดงตัว พร้อมแจ้งข้อหา เรื่องร้องเรียน แต่กลับมากล่าวหาว่า ทหารไปรีดไถ เรียกรับผลประโยชน์ ทำให้ ฝ่ายทหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ เสียหาย”  
พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าว

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่าถึงการที่ทหารต้องพกอาวุธปืนสั้นนั้น เพราะเป็นอาวุธปืนพกสั้นที่เป็นอาวุธประจำกาย ไม่ได้พกอาวุธสงคราม อีกทั้ง เพราะเป็นการไปทำหน้าที่ กับผู้ที่ถูกร้องเรียนว่า เป็นผู้มีอิทธิพลเป็นถึงผู้บริหารโรงแรม มีตำรวจติดตามดูแล 2 คนตลอดเวลา และจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นทหารจึงต้องระวังตัวเอง

“ผมกำลังทำเรื่องให้ต้นสังกัดตำรวจ 2 นายนี้ ที่มาติดตามดูแลผู้บริหารโรงแรมพิจารณาโยกย้าย เพราะตำรวจควรไปทำหน้าที่ของตำรวจ ไม่ควรมาเดินตามผู้บริหารโรงแรม ซึ่งจากคลิปวิดีโอที่ปรากฏในโซเชี่ยลฯ รวมทั้งที่เจ้าหน้าที่ทหารถ่ายมาเป็นหลักฐาน ตลอดเวลาการเข้าปฏิบัติหน้าที่ จะเห็นว่า ฝ่ายทหาร นิ่ง สุขุม ทำตามระเบียบ ในการแต่งเครื่องแบบ แสดงตนชัดเจน และแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อให้ชี้แจง เมื่อทำแบบนี้เราก็คงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการ” พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าว